คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพ

คู่มือโรคมะเร็ง

                  

          ร่างกายของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่จนถึงเข้าช่วงวัยทอง ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิงจึงมีหลากหลายและมีลักษณะเฉพาะ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเป็นโรคร้าย

          ข้อมูลจากสถานบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันมีการพบผู้ป่วยมะเร็งเป็นจำนวนมาก โดยในกลุ่มผู้หญิงนั้นพบว่าเป็นกันมากที่สุดก็คือ มะเร็งเต้าน้ำนม  มะเร็งปากมดลูก มะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งปอด และมะเร็งมดลูก

          อันดับหนึ่งที่ผู้หญิงเป็นกันมากที่สุดคือมะเร็งเต้านม โดยยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากโดยเฉพาะผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป โดยมีปัจจัยเสี่ยงมากจาก พันธุกรรม  การสัมผัสเอสโตรเจนเป็นเวลานาน ชอบดื่มแอลกอฮอล์และไม่ชอบออกกำลังกายรวมถึงเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน อาการของโรคมะเร็งเต้านมดูได้จาก หัวนมบุ๋ม  มีผื่นแดง ปวดเต้านมและเมื่อคลำเต้านมจะพบก้อนในเต้านมหรือใต้แขน ถ้าตรวจพบอาการแบบนี้ควรรีบพบแพทย์ทันที ในผู้หญิงที่อายุมากว่า40 ปีขึ้นไปควรมีการไปตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมพร้อมอัลตราซาวนด์ทุก 1-2 ปี

          ส่วนมะเร็งที่พบได้มากรองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูกจะเกิดจาการมีเพศสัมพันธ์ โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV โดยไวรัสชนิดนี้จะมาจากการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งชนิดนี้พบได้มากในผู้ที่ ช่วงอายุ 40-50 ปี โดยมักมีประวัติเคยมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือในกลุ่มที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือผู้ป่วยเอชไอวี มะเร็งชนิดนี้ไม่ค่อยพบอาการระยะเริ่มต้น หากมีเลือดออกช่องคลอด มีตกขาวเยอะและมีกลิ่นเหม็นเน่า ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการเป็นมะเร็งชนิดนี้ควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  และในผู้หญิงที่มีอายุ 9-26 ปีควรไปฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันต้านเชื้อ HPV

          มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักพบมากสุดเป็นอันดับ 3  ปัจจุบันแพทย์ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคนี้ แต่โรคนี้จะพบได้ในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและ มีประวัติโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักมากและไม่ชอบออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน ชอบอาหารที่มีไขมันสูงและไม่ค่อยรับประทานผัก ผลไม้ สำหรับอาการจะมีอาการท้องเสีย ท้องผูก รู้สึกถ่ายไม่หมด ลักษณะอุจจาระเล็กเรียวยาวกว่าปกติและมีเลือดปน ในผู้หญิงที่มาอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปควรมีการไปตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเลือดในอุจจาระ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ 

          มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งที่มีความรุนแรงและมีการเสียชีวิตสูง เพราะส่วนใหญ่จะตรวจเจอตอนที่เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 4 แล้ว สาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ป้องกันได้ด้วยการไม่สูบบุหรี่และอยู่ให้ห่างคนสูบบุหรี่ ควรตรวจคัดกรองโรคที่โรงพยาบาล 

          อีกมะเร็งที่พบบ่อยคือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนผันผวน เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ สังเกตอาการได้จากประจำเดือนมาไม่ปกติหรือมีเลือดออกจากช่องคลอด ทางที่ดีถ้าพบอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์

ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าคลอโรฟิลล์มาแล้วว่าคือพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการล้างสร้างพิษในร่างกายได้แถมยังรักษาแผลได้อีกด้วยแล้วทุกวันนี้ทางเว็บ  หวยออนไลน์บาทละ 1000 ของเราต้องเจอมลภาวะต่างๆในชีวิตประจำวันด้วยเช่นฝุ่น ควันหรือแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกินที่ขาดคุณภาพผลเสียต่างๆ

ที่เกิดขึ้นมาเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเราได้รับสารพิษต่างๆเป็นจำนวนอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายเราอีกด้วยสังเกตได้ง่ายๆว่าร่างกายของเรานั้นมีสารพิษหรือสิ่งตกค้างอยู่หรือไม่เพราะว่าเราจะมีอาการแสดงออกมา

-ปวดหัว หงุดหงิด

-ผิวพรรณหมองคล้ำไม่สดใส

-ปวดเนื้อปวดตัวตามร่าง ปวดกระดูก ปวดข้อเท้า

-เป็นลมพิษ เป็นภูมิแพ้

-เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ

-ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก

-มีอาการเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง

จากที่กล่าวมานั้นเป็นปัญหาที่เกิดจากมลพิษที่เราเจอในชีวิตประจำวันดังนั้นเราควรต้องหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถล้างสารพิษให้แก่ร่างกายเราและทำไมเราต้องล้างลำไส้ด้วยสารสกัดจากคลอโรฟิลล์เพราะการทำความสะอาดลำไส้จะทำให้สารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราขับถ่ายออกไปและเป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ให้แข็งแรงอีกด้วยและทำให้สิ่งตกค้างที่เกิดจากสารพิษต่างๆออกไปจากร่างกายของเราด้วย

ทำให้ลำไส้ของเราปกติด้วยถ้าเกิดลำไส้อุดตันอาจจะทำให้การทำงานปิดปกติก็ได้แต่ถ้าเราล้างลำไส้จะทำให้สารพิษออกไปแล้วระบบการทำงานจะกลับเป็นธรรมชาติเหมือนเดิมระบบการทำงานในร่างกายก็จะดีขึ้นอีกด้วยจะช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานของลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นทำให้ร่างกายของเราสดชื่น

เมื่อเราล้างลำไส้จะดูดซึมน้ำและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกายของเราทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้คลอโรฟิลล์

-ขับสารพิษในร่างกาย สารปนเปื้อนต่างๆที่มาจากอาหารหรือน้ำ

-ช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น

-ช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

-ช่วยบำรุงรากผม ไม่ให้หลุดล่วงง่าย

-ช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวของเรา

นี่เป็นประโยชน์คร่าวๆของคลอโรฟิลล์ที่จริงมีประโยชน์และสรรพคุณอย่างมากเทียบเท่ากับพืชสมุนไพรเลยแต่ในปัจจุบันนี้นำคลอโรฟิลล์ไปสกัดเป็นน้ำเพื่อการจำหน่ายเพราะมีแพทย์ค้นพบว่าคลอโรฟิลล์นั้นมีสารที่สามารถต้านเซลล์มะเร็งได้จึงมีการไปทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อสุขภาพที่ดีและในการรักษาโรคอีกด้วยจึงมีความนิยมในการรับประทานอย่างมากในปัจจุบันนี้

แถมราคาไม่แพงมากที่คุณภาพในการรักษาดีมากๆและส่วนใหญ่ในการรักษามักจะประสบผลสำเร็จอยู่เสมออยากให้ทุกคนได้ดูแลสุขภาพร่างกานตัวเองโดยการดื่มคลอโรฟิลล์

โรคที่ใครไม่ต้องการ

โรค HIV หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า โรคเอดส์  หลายคนพอจะเข้าใจว่ามัน คือโรคติดต่อร้ายแรง  ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างการบกพร่อง  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

รวมไปถึงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันและ  การได้รับเลือดจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ มันเป็นโรคติดต่อที่ทุกคนกลัวกันเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้  เพราะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน  เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้  ที่ไม่ระมัดระวัง  ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย 

รวมไปถึงคู่รักข้ามเพศด้วย  ซึ่งในปัจจุบันมีการยอมรับว่าสังคมในประเทศไทยเรา  ยอมรับเพศที่สามกันมากขึ้น  และเพศที่สามก็มีการแสดงออกในสังคมมากขึ้นไม่ปกปิด  ไม่ปิดบังเหมือนก่อน  แต่คนเราก็ต้องยอมกันว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  มีความเสี่ยงสูงกับกลุ่มรักร่วมเพศของเพศที่สาม

มีเพศที่สามคนหนึ่งที่เค้ายอมรับว่าเค้าติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์  ตอนนี้เค้าได้การรักษาได้รับยา            ที่ถูกต้องกดภูมิตัวเองไว้ ตามการรักษาของทางโรงพยาบาล  ซึ่งในช่วงแรกที่เค้ารับรู้ว่าเค้าได้รับเชื้อนี้  เค้าเอง     

ก็ยอมรับไม่ได้  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  ทั้งร้องไห้เสียใจ  คิดอยากตาย  อยากคนอื่นถ้ามีใครรู้  กลัวคนรังเกียจ  จิตใจสับสน  หาทางออกไม่เจอ  เค้าได้กำลังใจที่ดีจากหมอจิตเวช  ให้แนวทางในการปฏิบัติตัว  ปฏิบัติใจการสู้ด้วยกำลังใจของตัวเอง  ก่อนที่เค้าจะเข้ารักษาพบหมอจิตเวช  เค้าพยายามค้นหาว่าเค้าติดโรคจากใคร 

ใครเป็นคนเอาโรคมาติดให้  เขาอยากแก้แค้นคนนั้น  อยากเอาคืนให้ตายไปด้วยกัน  แต่พอเขาหวนคิด  ทบทวนหลายๆครั้งทำให้เค้าพอจะเข้าใจว่า  แค่เป็นเพศที่สามของเขา  ก็มีความเสียงต่อการติดเชื้อแล้ว  เพราะการมีเพศสัมพันธ์ของพวกมีการเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ  คนไหนพอใจก็ได้หมด  บางครั้งต้องไปซื้อผู้ชายตามบาร์เกย์  บางคนเป็นเด็กไซด์ไลน์  ไม่มีคู่นอนเป็นตัวเป็นตนที่แน่ชัด  เขาเองก็ใช้ชีวิตแบบสุดคุ้มมากทีเดียวในเรื่องของเพศสัมพันธ์

  เขามั่นใจว่าเขาติดโรคเอดส์ทางเพศสัมพันธ์แน่นอน  เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเค้าติดกับใครกันแน่  เขาเองยังมีความต้องการตามหาคนคนนั้นอยู่เหมือนกัน  แต่การตามครั้งนี้เขาต้องการตามไปเพื่อบอกใคร ผู้ชายคนนั้นให้ระมัดระวั

  แจ้งให้เขาทราบว่าเขาติดเชื้อ  ให้ระมัดระวังหากจะมีเพศสัมพันธ์กับใคร ก็ให้สวมถุงยางอนามัย     ทุกครั้ง  เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง  และจะแนะนำให้คนนั้นเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องแบบเขา  แล้วจะได้  มีชีวิตต่อได้อีกนาน  หากรู้จักรักษาตัวเองให้ถูกต้อง  ทานยาให้สม่ำเสมอ

โรคเอดส์  ไม่มีใครอยากเป็นแต่หากติดแล้ว  สำคัญที่สุดคือต้องเข้มแข็ง  ยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น  เข้าไปพบแพทย์ได้รับการรักษาที่ถูกต้องชีวิตเราก็อยู่ได้อีกยาวนาน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ที่ “มือสั่น” ไม่ได้ตื่นเต้น

  เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยมีอาการตื่นเต้นแล้วมือสั่น หรือบางคนก็ถึงขั้นขาสั่นร่มด้วยก็มี อาการแบบนี้เรามักจะประสบพบเจอบ่อยๆก็ในตอนที่ต้องออกไปพูดต่อหน้าคนมากๆ หรือทำในสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยทำมาก่อนแล้วรู้สึกตื่นเต้นนั่นเอง

แต่อาการมือสั่นของบางคนก็ไม่ได้ขึ้นแค่ตอนที่รู้สึกตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไรมือก็สั่นแล้วการที่มือสั่นในลักษณะนี้นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วมีความเสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายหรือไม่

      อาการมือสั่นที่อาจเกิดขึ้นได้กับเราทุกคนได้นั้น เกิดจากอะไรได้บ้างเรามีข้อสังเกตหลัก 3 ข้อ เพื่อให้ทุกได้ลองสำรวจตัวเองดูว่าเคยมีอาการแบบนี้ หรือกำลังเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่

  1. มีอาการสั่นในขณะที่กำลังนั่งอยู่เฉยๆ อย่างเช่นตอนที่เรากำลังดูโทรทัศน์ หรือกำลังนั่งทำงานแล้วพักมืออีกข้างหนึ่งไว้ โดยอาการสั่นที่เกิดขึ้นเจ้าตัวนั้นไม่ได้รู้สึกหรือรู้ตัว แต่คนรอบข้างจะสังเกตได้ว่าเรามีอาการมือสั่นอยู่ ในกลุ่มนี้ถ้าหากมีอาการมือสั่นเกิดขึ้น เรียกว่า “อาการมือสั่นในขณะอยู่นิ่ง”
  2. อาการมือสั่นในขณะที่มีการยกมือ อย่างเช่นเมื่อเรามีการยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม หรือยื่นแขน แบมือออกมาด้านหน้าแล้วสังเกตได้ว่ามือมีอาการสั่น ลักษณะเช่นนี้คือ อาการมือสั่นในขณะที่ยกมือด้านแรงโน้มถ่วง
  3. อาการมือสั่นในขณะที่กำลังทำกิจกรรม เช่น ในเวลาที่เรากำลังตักข้าวเข้าปาก เขียนหนังสือ หรือกิจกรรมที่ใช้สมาธิจดจ่ออย่างการร้อยได้เข้าเข็ม 

ซึ่งอาการมือสั่นทั้ง 3 ลักษณะนี้ก็จะมีความแตกต่างกันไป สำหรับโรคที่ทุกคนรู้จักกันทั่วไปอย่างโรคพาร์กินสันนั้นมักจะแสดงอาการแบบในข้อแรกคือ อาการมือสั่นในขณะที่อยู่นิ่ง โดยส่วนมากจะถูกสังเกตได้โดยญาติหรือคนใกล้ชิด

เพราะตัวคนที่เป็นโรคนี้จะไม่ได้รู้ตัวในขณะที่กำลังสั่น ส่วนมากมักเกิดจากตอนที่มีอาการเครียด หรือเกิดความกังวล แต่เมื่อรู้ตัวแล้วอาการมือสั่นก็จะหายไป แต่ที่พบได้เป็นส่วนมากของอาการมือสั่นคือ อาการมือสั่นในขณะที่กำลังทำกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการนี้มักพบในกลุ่มคนที่อายุยังน้อย หรือในกลุ่มวัยรุ่น ที่มีการอดนอน

การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เวลามีอาการเหนื่อย หรือในตอนที่หิวข้าวนั่นเอง ซึ่งอาการมือสั่นที่เกิดมาจากสาเหตุเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นโรค แต่ในกลุ่มเดียวกันที่มีอาการมือสั่นในขณะที่กำลังทำกิจกรรมเช่นกันแต่ว่าเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรค และเป็นโรคจากกรรมพันธุ์

โดยทางการแพทย์จะเรียกว่า “อาการสั่นที่เป็นพันธุกรรม” หรือในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Essential tremor นั่นเอง อาการสั่นชนิดนี้เป็นโรคสั่นที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก ซึ่งในกลุ่มนี้จะพบได้ว่าคนในครอบครัวก็มีอาการแบบนี้เช่นกัน

       อย่างไรก็ตามอาการสั่นในแต่ละรูปแบบที่เกิดขึ้นนั้นย่อมมีสาเหตุ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการมือสั่นแล้วเกิดความกังวลว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคอะไรหรือไม่นั้น ก็อย่าพึ่งด่วนสรุปจนทำให้เกิดอาการหดหู่ต่อตัวเอง แต่ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอรับคำปรึกษาและวินิจฉัยให้ละเอียดและแน่นอนก่อน หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ และใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

สิ่งสำคัญในการฝึกเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

นำบุหรี่และที่เขี่ยออกให้พ้นจากสายตา หนึ่งในสิ่งสำคัญในการฝึกเลิกบุหรี่ไฟฟ้า

จริงๆอันนี้ก็เป็นสิ่งง่ายๆที่จะทำเป็นอันดับแรกของการจะเริ่มเข้าคอสการเลิกบุหรี่นะ เคยสังเกตุไหมว่า เมื่อเรานั้นได้อยู่กับอะไรนานวันเข้า ก็จะทำให้สิ่งนั้นยั่วยุให้เราหลงไม่เชื่อหลงไปทำหลงไปชอบอยู่เสมอๆ อย่างเช่นการที่บ้านๆหนึ่งมีหนังสือพิมพ์มาส่งทุกๆเช้า

และได้เห็นคุณพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า เราก็จะเริ่มทำตาม แล้วเราก็จะเริ่มเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์เช่นกัน กับอีกบ้านหนึ่งที่ไม่มีหนังสือพิมพ์แต่เปิดข่าวดูตอนเช้าทุกวัน เราก็จะติดที่จะลุกออกมาจากเตียงแล้วต้องเปิดข่าวดูเป็นประจำ

หรือเอาง่ายๆกว่านั้น เราไม่ใช่คนดื่มกาแฟ แต่พออยูกับเพื่อนที่ติดกาแฟ แล้วต้องไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน วันหนึ่งก็จะติดกาแฟตามเพื่อนไปนั้นแหละ

แล้วเราคงได้ยินกันเป็นประจำว่า วัยรุ่นทำไมถึงหันมาสูบบุหรี่กันเยอะจัง นั่นก็เพราะสิ่งนี้แหละ เพราะว่าเห็นเพื่อนสนิทสูบ ก็จะเริ่มอยากสูบตาม หรือได้กลิ่นบ่อยๆจนเคยชินจนสามารถสูบตามได้ อย่างผมก็ติดจากการมีเพื่อนติดบุหรี่หลายคนเช่นกัน แล้วก็ออกไปปาร์ตี้สังสรรค์กันที่ร้านเหล้าต่างๆ ทำให้รู้สึกอยากดูดบุหรี่ตามเพื่อนบ้าง

แรกๆก็เริ่มจากการที่ขอลองหน่อยว่าเป็นยังไง พอได้ลองแล้วไอ ก็จะพยายามลองจนไมไอ แล้วสักพักเพื่อนแสนดีก็จุดบุหรี่ให้ทุกครั้งเสียแล้ว ฮ่าๆ นั้นแหละคืออิทธิพลของการได้การอยูร่วมกันในสังคม นั้นเป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้ว่าเราควรอยู่ให้ห่างกับสิ่งที่เราไม่อยากจะทำ

ยิ่งพลักให้พ้นจากตัวเองได้ตลอดไปเลยยิ่งดี หรือเรื่องบุหรี่ เรามีเพื่อนดูดบุหรี่ เราก็ต้องพยายามไปเข้าไปใกล้เวลาเพื่อนๆดูด บุหรี่ไฟฟ้า เท่านั้นเอง อีกทั้งเราต้องไม่มีซองบุหรี่ในบ้าน แล้วก็เราต้องไม่มีที่เขี่ยบุหรี่ในบ้านด้วยเช่นกัน ทิ้งออกไปจากบ้านให้หมด สิ่งที่สำคัญแต่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้ควรจะใส่ใจอย่างมาก ไม่เช่นนั้นจะทำให้เราไม่มีวันหนีออกจากวังวันนี้อีกเป็นแน่

ก่อนอื่นก็ต้องทำตัวเองให้หมดกลิ่นบุหรี่เสียก่อน ทั้งในบ้านและในห้อง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าทั้งหมดก็ต้องทำให้หมดกลิ่นบุหรี่ เพราะถ้ามันเตะจมูกขึ้นมากก็จะรู้สึกอยากบุหรี่แน่ ต่อมาก็ควรกำจัดซองบุหรี่และที่เขี่ยบุหรี่ออกไปจากบ้าน

เพราะการเห็นมันก็ทำให้เราจินตนาการถึงความฟินในการดูดบุหรี่ได้ แล้วก็ทำให้อยากไปหยิบมาสักมวน

วิธีการวัดความดันด้วยตัวเอง

การจัดเตรียมก่อนกระทำตรวจ
สิ่งที่คุณควรจะเตรียมพร้อมก่อนกระทำวัดระดับความดันเลือดมีดังนี้

1. คุณจึงควรฟังเสียงชีพจร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คุณจำเป็นจะต้องหาที่สงบเงียบ ควรจะนั่งพักผ่อนก่อนสัก 5 นาที ก่อนจะทำวัดระดับความดันเลือด

2. ควรจะทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกรีแล็กซ์ อย่าวัดระดับความดันเลือดถ้าเกิดคุณรู้สึกเคร่งเคลียด หรือพึ่งออกกำลังกายมา คาเฟอีน หรือพึ่งดูดบุหรี่มาเมื่อ 30 นาทีก่อนหน้านี้ สิ่งพวกนี้สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลของการตรวจได้

3. ควรจะนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอนกายข้างหลังให้อิงกับเก้าอี้ ไม่สมควรไขว่ห้าง แล้วก็วางเท้าราบกับพื้น

4. ถ้าคุณกำลังสวมเสื้อแขนยาว ควรจะม้วนแขนเสื้อขึ้นไป ถ้ากำลังสวมเสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย

5. วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนสำหรับในการวัดระดับความดันเลือด

คุณสามารถวัดระดับความดันเลือดได้ด้วยตัวเอง

1. เริ่มจากการประมาณชีพจร วางนิ้วชี้และก็นิ้วกลางที่กึ่งกลางพับศอก

2. พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบด้านล่างของผ้า (ท่อนหัวของหูฟังหมอ) ควรจะอยู่เหนือพับศอก 2.5 ซม. บริษัทผู้ผลิตบางครั้งอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยทำให้คุณรู้ตำแหน่งของหูฟังของหมอ

ถ้าเกิดคุณใช้เครื่องตวงความดันเลือดแบบควบคุมด้วยมือ

1. ใส่หูฟังของหมอเพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจ์วัดความดัน (คล้ายๆ นาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้

2. ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)

3. บีบกระเปาะให้ปลอกที่มีไว้ใส่แขนวัดความดันเลือดพองขึ้น ช่วงเวลาที่รอจับตามองเกจ์วัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มม.ปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดเดาไว้ (จำนวนบนของค่าความดันเลือด) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน

4. เวลาที่กำลังเฝ้าดูมองเกจ์วัดความดัน ให้เบาๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ

5. ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จำค่าตัวเลขที่เกจ์วัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงคราวสุดท้ายให้เขียนบันทึกจำนวนเป็นค่าความดันตัวด้านล่าง (diastolic pressure)

6. คุณจะมิได้ยินเสียงชีพจร ถ้าหากคุณปล่อยให้ปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนวัดความดันเลือดยุบเร็วเกินไป ควรจะประพฤติตามขั้นตอนด้านบนอีกที ภายหลังจากผ่านไป 1 นาที

ถ้าคุณใช้เครื่องตวงความดันเลือดแบบดิจิตอล

1. กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน

2. ปลอกใส่แขนวัดความดันเลือดจะขยายตัวขึ้น และก็คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน

3. ให้เขียนบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนจอของเครื่องวัดความดัน

หมอบางครั้งก็อาจจะชี้แนะให้ท่านกระทำวัดความดันเลือดในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถเขียนบันทึก และก็นำไปให้หมอดูเมื่อถึงเวลาที่หมอนัดหมายได้

ทำความเข้าใจกับผลของการตรวจ
คุณควรจะวัดระดับความดันเลือดของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้จำนวนที่คุณมองเห็นหลายครั้งที่สุด ผลของการตรวจของคุณจะมีสองจำนวน จำนวนบนเป็นค่าความดันตัวบน (120 มม.ปรอท หรือน้อยกว่านั้น เป็นค่าธรรมดา) จำนวนข้างล่างเป็นค่าความดันตัวด้านล่าง (80 มม.ปรอท หรือน้อยกว่านั้น เป็นค่าธรรมดา) ถ้าเกิดจำนวนบนของคุณเป็น 140 มม.ปรอทหรือมากยิ่งกว่า หรือจำนวนข้างล่างของคุณเป็น 90 มม.ปรอทหรือมากยิ่งกว่า ซึ่งนับได้ว่าคุณมีโรคความดันเลือดสูง (hypertension) ถ้าเกิดค่าความดันเลือดของคุณนั้นมากยิ่งกว่า 120/80 มม.ปรอท แต่ว่าน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท แปลว่าคุณมีความดันโลหิตสูงพื้นฐาน (pre-hypertension)

แม้คุณจะยังมิได้เป็นโรคความดันเลือดสูง แต่ว่าการเสี่ยงของคุณก็มีมากมาย ควรจะติดต่อหมอ ควรจะจดจำไว้ว่าเวลาจำนวนมากนั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ตามภาวการณ์ความดันเลือด ควรจะวัดความดันเลือดเสมอๆ กรรมวิธีนี้ไม่เจ็บ รวดเร็วทันใจ และง่าย คุณสามารถตรวจค้นข้อมูลเหมือนปกติได้อย่างเร็ว ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูง การประมาณระดับความดันเลือดจะช่วยทำให้คุณจัดแจงกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยคุ้มครองโรคเส้นโลหิตสมอง

โรคเบาหวานทั้ง 2 ชนิด แตกต่างกันอย่างไร

โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่เป็นโรคที่ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โรคเบาหวานเกิดจากการเกิดความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถูกผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อร่างกาย อินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกลูโคสในเลือด ทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ในเมื่ออินซูลินผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดการสะสม ปัจจุบันโรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร
เคยรู้จักในชื่อโรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes) หรือ โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Onset Diabetes) โดยพบได้ในเด็กถึง 5% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด(ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention: CDC)

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการทำงานที่ผิดพลาด เข้าโจมตีและทำลาย beta cells ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ผลิตอินซุลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นเข้าโจมตีตับอ่อนและทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน อวัยวะนั้น ได้แก่ ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน ทำให้อวัยวะดังกล่าวไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้ จึงเกิดการสะสมกลูโคสในกระแสเลือด

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้โดยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น แต่อย่างไรก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอต่อน้ำตาลกลูโคสที่สะสมอยู่ในเลือดในช่วงที่สูงที่สุดได้ ซึ่งพบในช่วงหลังอาหาร
CDC กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบมากถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด

อันตรายจากการทานยานอนหลับ หากไม่ปรึกษาแพทย์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์  กล่าวว่า อินซอมเนีย (insomnia)  ชื่อทางการแพทย์ของปัญหานอนไม่หลับ ปัญหานอนไม่หลับไม่ว่าช่วงวัยไหนก็เป็นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของจำนวนประชากรโลก ซึ่งคาดว่าทั่วโลกมีผู้กำลังเกิดปัญหานี้ประมาณ 2,000 ล้านคน ส่วนประเทศไทยคาดว่ามีผู้ที่พบกับปัญหานอนไม่หลับมีประมาณ 19 ล้านคน และส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงสั้นๆ ส่วนน้อยที่จะเป็นปัญหานอนไม่หลับแบบเรื้อรังโดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัญหานอนไม่หลับมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ไม่มีสมาธิได้

อาการนอนหลับที่เกิดกับคนทั่วไปจะเกิดขึ้นนานสัปดาห์ละ 1-2 คืน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่อาจจะผิดปกติจะมีปัญหาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์และอาจต่อเนื่องเป็นเวลานาน ลักษณะอาการที่พบบ่อยได้แก่

  • นอนไม่หลับ หรือหลับลำบาก
  • หลับไม่สนิท
  • ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือหลับๆ ตื่นๆ
  • ตื่นเร็วกว่าปกติ

ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ซึ่งชาวบ้านมักจะเปรียบเปรยผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับว่า ขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้า เนื่องจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

ปัญหานอนไม่หลับนี้ในทางการแพทย์ไม่ได้จัดเป็นโรค แต่เป็นเพียงอาการ สาเหตุของการนอนไม่หลับมีหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคทางกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ กรดไหลย้อน เป็นต้น หรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น เสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรือจากอุปนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะก่อนนอน เช่นทานอาหารย่อยยาก เล่นเกม ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

แต่สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจหลักของปัญหานี้ ล้วนแล้วมีสาเหตุมากจาก ปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น การมีความเครียดจากที่ทำงาน การเรียน ปัญหาชีวิตต่างๆ  รวมไปถึงความวิตกกังวล โดยหากอาการต้นเหตุที่กล่าวมาหายไป ปัญหาการนอนหลับก็จะดีขึ้นเอง แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ อาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นกับประชาชนบางส่วนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจผิด มักจะไม่ได้คิดถึงสาเหตุ แต่จะมุ่งแก้ที่อาการ โดยก่อนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักจะหายามากินเองก่อน

อันตรายจากการซื้อยานอนหลับกินเอง
ปัจจุบันช่องทางการหายานอนหลับมาทานเอง พบได้ 2 ทาง คือ สั่งซื้อยาทางอินเตอร์เน็ตหรือจากร้านขายยา ซึ่งรูปแบบยาที่หลากหลายทั้งยาแผนปัจจุบันเป็นยาประเภทฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ และการตื่นของมนุษย์หรือยาทำให้นอนหลับ และอีกทางหนึ่งคือขอแบ่งยานอนหลับมาจากผู้ป่วยที่รู้จักคุ้นเคย มาทดลองกิน ปัญหานี้พบได้ทั้งเขตเมืองและชนบท เพราะประชาชนเข้าใจว่ายาใช้ด้วยกันได้ แก้อาการนอนไม่หลับเหมือนกัน คาดว่าพื้นที่อื่นๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน

การหายามากินเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเอง นอกจากใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวแล้ว ยังเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตัวเอง เนื่องจากยาที่มีในปัจจุบันแต่ละชนิดใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ และผู้ป่วยแต่ละรายก็ใช้ยาแตกต่างกันออกไปตามลักษณะอาการ สาเหตุและข้อบ่งชี้การใช้ ใช้ด้วยกันไม่ได้แม้ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม โดยเฉพาะหากอาการที่นอนไม่หลับเกิดมาจากความเครียด วิตกกังวล หากการดูแลรักษาที่เราทำตามคำแนะนำของคนอื่นที่ไม่ใช่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่ต้น จะทำให้โรคเพิ่มความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

จากการศึกษาวิจัยหากเราไม่ได้รับคำแนะนำในการรักษาจากแพทย์โดยตรง พบว่า ผู้ป่วยจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว และอาจก่อให้เกิดโรคทางจิตอื่นๆ เช่น ไบโพลาร์ ประสาทหลอน และนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสป่วยโรคทางกาย เช่นความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

ทั้งนี้แนะนำช่องทางปรึกาษาให้ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ที่สามารถให้คำปรึกาาได้ ได้แก่

  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • แพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หลังจากที่รู้ตัวว่านอนไม่หลับติดต่อกันมา 2 สัปดาห์
  • โทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะได้ผลดีและปลอดภัย ทั้งนี้การรักษาโดยทั่วไปจะมี 3 วิธี คือ

  • หาสาเหตุให้เจอ และรักษาที่สาเหตุที่เกี่ยวข้อง
  • รักษาโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม
  • การใช้ยา จะเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

การใส่ถุงมือสัมผัสอาหาร ใช่ลดการปนเปื้อนในอาหารจริงหรอ?

เมื่อเห็นพ่อค้าแม่ค้า แม่ครัวทำอาหาร สวมถุงมือไม่สัมผัสอาหารจากมือของตัวเองโดยตรง เราอาจคิดว่าวิธีนี้จะช่วยให้อาหารที่เราได้รับสะอาด ลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการหยิบจับอาหารด้วยมือจริง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วความคิดนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ภาครัฐรณรงค์ผู้ประกอบอาหารสวมถุงมือทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ผู้สัมผัสอาหารสวมถุงมือยางในการปรุงประกอบอาหารทุกครั้ง หวังลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการสัมผัสทางมือ เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หลังพบรายงานผู้ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2562 จำนวน 656,341 ราย

สวมถุงมือก่อนสัมผัสอาหาร อาจไม่ช่วยลดการปนเปื้อน ?
ข้อสังเกตคือ พ่อค้าแม่ค้าริมถนน หรือร้านอาหารบางร้าน อาจมีคนทำอาหาร คนเสิร์ฟ และคนคิดเงินเดียวกัน รวมถึงร้านขายผลไม้รถเข็น การสวมถุงมือเพื่อหยิบอาหารสด หรือเนื้อสัตว์ดิบ แล้วมาหยิบอาหารที่สุกแล้ว รวมถึงรับ-ทอนเงินจากลูกค้าโดยไม่มีเปลี่ยน หรือถอดถุงมือออกก่อน การสวมถุงมือก็ไม่ได้ช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคแต่อย่างใด เพราะเชื้อโรคอาจมาจากเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ รวมถึงเงินสดทั้งธนบัตร และเหรียญ

ใช้ถุงมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหาร

  1. ใช้ถุงมือยางสำหรับอาหารโดยเฉพาะ
  2. เลือกใช้ถุงมือกับอาหารประเภทเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช้ปะปนกัน เช่น ถุงมือ 1 คู่ต่ออาหารดิบ อาหารปรุงสุกด้วยความร้อนแล้ว อาหารพร้อมปรุง อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
  3. ควรเลือกถุงมือยางจากยางพาราธรรมชาติที่มีคุณภาพดี และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่สกปรก ไม่ฉีกขาด สวมใส่ง่าย
  4. ห้ามใช้ถุงมือที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล เพราะอาจจะปนเปื้อนและเป็นแหล่งนำเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ มาสู่อาหารได้
  5. หากต้องไปสัมผัสกับอาหารประเภทอื่น หรือต้องหยิบจับสิ่งของอื่น ๆ เช่น เงิน ควรถอดถุงมือออกก่อนทุกครั้ง
  6. ควรเปลี่ยนถุงมือทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ หากถุงมือเปื้อนมากก็ควรรีบเปลี่ยนทันทีเช่นกัน

นอกจากความสะอาดของถุงมือแล้ว ผู้สัมผัสอาหารควรเข้มงวดในการสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับตนเอง ดังนี้

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้งก่อนที่จะปรุงประกอบอาหาร
  2. หลังจากใช้ห้องส้วม และไม่ควรใช้มือ หยิบจับอาหารโดยตรง ควรใช้อุปกรณ์หยิบจับ โดยเฉพาะอาหารที่พร้อมรับประทาน
  3. สถานที่ในการใช้ปรุงประกอบอาหารต้องสะอาด เป็นระเบียบ เนื่องจากอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ง่ายจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
  4. ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียมปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. ผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะ ต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น และต้องซักทำความสะอาดบ่อย ๆ

โรคกระดูกคอเสื่อมภัยเงียบเรื้อรัง

ใครจะคิดว่า อาการนอนไม่หลับ หรือนอนตะแคงแล้วหลับไม่สนิท อาจเกิดจาก “โรคกระดูกคอเสื่อม” เพราะคนไทยที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเกือบทุกคน จึงอาจจะนิยามโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็น “โรคประจำสังขาร” ก็ได้

โรคกระดูกคอเสื่อมพบได้ในเกือบทุกคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการรักษาโรคกระดูกสันหลังและกระดูกคอมานานกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ นอนหลับไม่สนิท บางทีนอนตะแคงไม่ได้ นอนตะแคงแล้วจะเกิดอาการปวดเมื่อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้หมอนหนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และต่อมาจะมีอาการชา หรือ อ่อนแรงของมือและแขน บางรายจะมีอาการเหลียวหลังไม่สะดวก ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้ร่างกายพิการได้

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกระดูกคอจะเสื่อม และจะมีการงอกของกระดูก ซึ่งหากกระดูกที่งอกมากๆ ไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง ก็จะทำให้เกิดอาการปวด ชาตามแขนและมือ และต่อไปจะทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติของกระดูกคอเกิดขึ้น ณ จุดใด ควรจะมาตรวจร่างกายและเมื่อมีความจำเป็นก็ควรจะตรวจ MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรง ก็สามารถให้การรักษาด้วยการรรับประทานยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง หรือในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่หากตรวจพบกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีมือ หรือแขนอ่อนแรง เดินทรงตัวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีวิวัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปn เรามีนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้ดี มีท่าบริหารดีๆ ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด แต่ถ้าไม่ได้ผลในรายที่มีอาการมาก การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่างจากในสมัยก่อน อาทิ

– การผ่าตัดในปัจจุบันจะใช้กล้องในการผ่าตัด เป็นการผ่าแผลเล็ก ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาจากในอดีตเป็น 10 เท่า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนหากมีการผ่าตัด 1,000 ราย จะมีปัญหาประมาณ 5 ราย เดี๋ยวนี้ผ่า 10,000 รายจะมีปัญหาน้อยกว่า 5 ราย

– วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในสมัยก่อนต้องขุดกระดูกจากสะโพกมาใช้ในการซ่อมแซมคอ แต่ในปัจจุบันหากไม่อยากเจ็บสะโพกก็สามารถใช้วัสดุซึ่งสามารถทดแทนได้

– มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการผ่าตัด โดยลงทุนอย่างสูงในด้านเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูง เช่น เครื่อง O-ARM ที่ใช้ในห้องผ่าตัด สามารถถ่ายเอกซเรย์จำนวน 500-600 ภาพในครั้งเดียว ประมวลเป็นภาพ 3 มิติ ทำงานร่วมกับระบบนำวิถีซึ่งจะได้ภาพเห็นชัดเจนจากทุกทิศทาง ทำให้ผ่าตัดได้แม่นยำ รับรังสีน้อย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และแพทย์พยาบาล

– มีการใช้เครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขณะผ่าตัด (Intraoperative Monitoring) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อเส้นประสาทและไขสันหลัง

นพ.พุทธิพร กล่าวต่อว่า ในสมัยก่อนคนกลัวการรักษาเพราะการรักษายังได้ผลไม่ดี แพทย์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลรายงานผลการรักษาไว้ครบถ้วน จึงไม่ได้เผื่อแผ่ข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยกัน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งปันข้อมูลในการรักษา รายงานการวิจัยมากมาย ทำให้ทราบถึงความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัย รวมทั้งประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์ก็ให้โอกาสผู้ป่วยมากขึ้นในการได้ร่วมตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือเลือกสถานที่รักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด

นพ.พุทธิพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคกระดูกคอและกระดูกสันหลังสมัยใหม่ไม่น่ากลัว การมาพบแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลังเป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อเกิดอาการ เพราะแพทย์สมัยใหม่มีการรักษาที่หลากหลายไม่ใช่มาถึงแล้วจับผ่าตัดหมด ส่วนใหญ่การรักษาในปัจจุบันแค่ทานยากับทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปอาการก็จะดีขึ้นแล้ว โอกาสที่จะต้องผ่าตัดมีน้อย ซึ่งหากผู้สนใจตรวจเช็กให้แน่ใจว่าขณะนี้เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมหรือไม่