คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

โรคกระดูกคอเสื่อมภัยเงียบเรื้อรัง

ใครจะคิดว่า อาการนอนไม่หลับ หรือนอนตะแคงแล้วหลับไม่สนิท อาจเกิดจาก “โรคกระดูกคอเสื่อม” เพราะคนไทยที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเกือบทุกคน จึงอาจจะนิยามโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็น “โรคประจำสังขาร” ก็ได้

โรคกระดูกคอเสื่อมพบได้ในเกือบทุกคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการรักษาโรคกระดูกสันหลังและกระดูกคอมานานกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ นอนหลับไม่สนิท บางทีนอนตะแคงไม่ได้ นอนตะแคงแล้วจะเกิดอาการปวดเมื่อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้หมอนหนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และต่อมาจะมีอาการชา หรือ อ่อนแรงของมือและแขน บางรายจะมีอาการเหลียวหลังไม่สะดวก ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้ร่างกายพิการได้

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกระดูกคอจะเสื่อม และจะมีการงอกของกระดูก ซึ่งหากกระดูกที่งอกมากๆ ไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง ก็จะทำให้เกิดอาการปวด ชาตามแขนและมือ และต่อไปจะทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติของกระดูกคอเกิดขึ้น ณ จุดใด ควรจะมาตรวจร่างกายและเมื่อมีความจำเป็นก็ควรจะตรวจ MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรง ก็สามารถให้การรักษาด้วยการรรับประทานยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง หรือในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่หากตรวจพบกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีมือ หรือแขนอ่อนแรง เดินทรงตัวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีวิวัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปn เรามีนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้ดี มีท่าบริหารดีๆ ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด แต่ถ้าไม่ได้ผลในรายที่มีอาการมาก การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่างจากในสมัยก่อน อาทิ

– การผ่าตัดในปัจจุบันจะใช้กล้องในการผ่าตัด เป็นการผ่าแผลเล็ก ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาจากในอดีตเป็น 10 เท่า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนหากมีการผ่าตัด 1,000 ราย จะมีปัญหาประมาณ 5 ราย เดี๋ยวนี้ผ่า 10,000 รายจะมีปัญหาน้อยกว่า 5 ราย

– วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในสมัยก่อนต้องขุดกระดูกจากสะโพกมาใช้ในการซ่อมแซมคอ แต่ในปัจจุบันหากไม่อยากเจ็บสะโพกก็สามารถใช้วัสดุซึ่งสามารถทดแทนได้

– มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการผ่าตัด โดยลงทุนอย่างสูงในด้านเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูง เช่น เครื่อง O-ARM ที่ใช้ในห้องผ่าตัด สามารถถ่ายเอกซเรย์จำนวน 500-600 ภาพในครั้งเดียว ประมวลเป็นภาพ 3 มิติ ทำงานร่วมกับระบบนำวิถีซึ่งจะได้ภาพเห็นชัดเจนจากทุกทิศทาง ทำให้ผ่าตัดได้แม่นยำ รับรังสีน้อย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และแพทย์พยาบาล

– มีการใช้เครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขณะผ่าตัด (Intraoperative Monitoring) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อเส้นประสาทและไขสันหลัง

นพ.พุทธิพร กล่าวต่อว่า ในสมัยก่อนคนกลัวการรักษาเพราะการรักษายังได้ผลไม่ดี แพทย์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลรายงานผลการรักษาไว้ครบถ้วน จึงไม่ได้เผื่อแผ่ข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยกัน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งปันข้อมูลในการรักษา รายงานการวิจัยมากมาย ทำให้ทราบถึงความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัย รวมทั้งประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์ก็ให้โอกาสผู้ป่วยมากขึ้นในการได้ร่วมตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือเลือกสถานที่รักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด

นพ.พุทธิพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคกระดูกคอและกระดูกสันหลังสมัยใหม่ไม่น่ากลัว การมาพบแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลังเป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อเกิดอาการ เพราะแพทย์สมัยใหม่มีการรักษาที่หลากหลายไม่ใช่มาถึงแล้วจับผ่าตัดหมด ส่วนใหญ่การรักษาในปัจจุบันแค่ทานยากับทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปอาการก็จะดีขึ้นแล้ว โอกาสที่จะต้องผ่าตัดมีน้อย ซึ่งหากผู้สนใจตรวจเช็กให้แน่ใจว่าขณะนี้เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมหรือไม่

เราควรใช้อาหารเสริมบำรุงตับหรือไม่

การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญอย่างตับ เป็นการกระทำโดยแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยตรงการที่แพทย์ต้องการที่จะเอาตับที่ไม่ทำงาน หรือการที่ตับมีบ้างอย่างผิดปกติมีการทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

แพทย์ต้องการที่จะเปลี่ยนแทนที่ด้วยตับที่มีคุณภาพดีกว่าของเดิมโดยการนำส่วนหนึ่งจากผู้บริจาคตับมาทำการผ่าตัด ตับที่ได้รับการบริจาคส่วนใหญ่ แพทย์จะนำมาจากคนที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเพราะการเสียชีวิตแบบนี้บ้างทีตับก็จะไม่เสียหาย หรือ เอามากจากพวกเข้ามาบริจาคอวัยวะกับทางโรงพยาบาลที่ลงทะเบียน

โดยการที่จะบริจาคตับนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากญาติพี่น้อง โดยการที่ผู้บริจาคตับนั้นจะทำโดย นำตับไปผ่าตัดให้กับญาติพี่น้องตัวเองเพราะ ดีเอ็นเอจะความตรงกัน หรือ เนื้อเยื่อที่จะทำการผ่าตัดนั้น จะเข้ากันได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่จะมารับบริจาค โดยปกติศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แพทย์จะทำเฉพาะเมื่อมีการตัดการรักษาอื่น ๆ

การปลูกถ่ายตับนั้นถ้าให้ทำการจัดอันดับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆในร่างการ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับถือว่าเป็นการกระทำการผ่าตัดที่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 โดยมีการผลูกถ่ายมากกว่า 157,000 ครั้ง ในการผ่าตัดมาในประเทศอเมริกาในปี 1988 โดยปีที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับมากที่สุดคือปี 2000 มีผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายตับมากที่สุดถึง 7,100 ราย โดยการที่เราจะเข้ารับการปลูกถ่ายตับนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อ เรามีอายุมากกว่า 17 ปี ขึ้นไปแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้

แต่การปลูกถ่ายตับใช้ว่าจะราบรื่นไปซะทีเดียว การปลูกถ่ายตับก็ยังมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะสำเร็จทุกครั้ง การปลูกถ่ายตับจะทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคตับร้ายแรงเท่านั้น ถ้าไม่เป็นถึงขั้นนั้นคุณหมอจะให้เราทานยาอย่างเดียวไม่แนะนำให้ปลูกถ่ายตับ

สำหรับการดูแลตับนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่ายากเกินความสามารถแต่หากปล่อยไม่ดูจนตับมีปัญหาแน่นอนย่อมยากมากเลยที่จะดูแล นั้นยังไม่รวมไปถึงจะฟื้นฟูตับให้กลับมาเป็นปกตินะ เพราะเรียกได้ว่าโอกาสน้อยมากจริงๆ ดังนั้นควรดูแลตับก่อนที่จะเป็นอะไรไปเสียจะดีกว่า อย่างเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่เราควรมีไว้ติดบ้าน เพื่อให้ตับอยู่คู่กับเราไปอย่างยาวนาน