เรื่องทั้งหมดโดย admin

โรคเบาหวานทั้ง 2 ชนิด แตกต่างกันอย่างไร

โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่เป็นโรคที่ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โรคเบาหวานเกิดจากการเกิดความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถูกผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อร่างกาย อินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกลูโคสในเลือด ทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ในเมื่ออินซูลินผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดการสะสม ปัจจุบันโรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร
เคยรู้จักในชื่อโรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes) หรือ โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Onset Diabetes) โดยพบได้ในเด็กถึง 5% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด(ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention: CDC)

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการทำงานที่ผิดพลาด เข้าโจมตีและทำลาย beta cells ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ผลิตอินซุลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นเข้าโจมตีตับอ่อนและทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน อวัยวะนั้น ได้แก่ ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน ทำให้อวัยวะดังกล่าวไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้ จึงเกิดการสะสมกลูโคสในกระแสเลือด

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้โดยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น แต่อย่างไรก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอต่อน้ำตาลกลูโคสที่สะสมอยู่ในเลือดในช่วงที่สูงที่สุดได้ ซึ่งพบในช่วงหลังอาหาร
CDC กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบมากถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด

อันตรายจากการทานยานอนหลับ หากไม่ปรึกษาแพทย์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์  กล่าวว่า อินซอมเนีย (insomnia)  ชื่อทางการแพทย์ของปัญหานอนไม่หลับ ปัญหานอนไม่หลับไม่ว่าช่วงวัยไหนก็เป็นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของจำนวนประชากรโลก ซึ่งคาดว่าทั่วโลกมีผู้กำลังเกิดปัญหานี้ประมาณ 2,000 ล้านคน ส่วนประเทศไทยคาดว่ามีผู้ที่พบกับปัญหานอนไม่หลับมีประมาณ 19 ล้านคน และส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงสั้นๆ ส่วนน้อยที่จะเป็นปัญหานอนไม่หลับแบบเรื้อรังโดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัญหานอนไม่หลับมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ไม่มีสมาธิได้

อาการนอนหลับที่เกิดกับคนทั่วไปจะเกิดขึ้นนานสัปดาห์ละ 1-2 คืน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่อาจจะผิดปกติจะมีปัญหาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์และอาจต่อเนื่องเป็นเวลานาน ลักษณะอาการที่พบบ่อยได้แก่

  • นอนไม่หลับ หรือหลับลำบาก
  • หลับไม่สนิท
  • ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือหลับๆ ตื่นๆ
  • ตื่นเร็วกว่าปกติ

ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ซึ่งชาวบ้านมักจะเปรียบเปรยผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับว่า ขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้า เนื่องจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

ปัญหานอนไม่หลับนี้ในทางการแพทย์ไม่ได้จัดเป็นโรค แต่เป็นเพียงอาการ สาเหตุของการนอนไม่หลับมีหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคทางกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ กรดไหลย้อน เป็นต้น หรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น เสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรือจากอุปนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะก่อนนอน เช่นทานอาหารย่อยยาก เล่นเกม ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

แต่สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจหลักของปัญหานี้ ล้วนแล้วมีสาเหตุมากจาก ปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น การมีความเครียดจากที่ทำงาน การเรียน ปัญหาชีวิตต่างๆ  รวมไปถึงความวิตกกังวล โดยหากอาการต้นเหตุที่กล่าวมาหายไป ปัญหาการนอนหลับก็จะดีขึ้นเอง แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ อาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นกับประชาชนบางส่วนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจผิด มักจะไม่ได้คิดถึงสาเหตุ แต่จะมุ่งแก้ที่อาการ โดยก่อนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักจะหายามากินเองก่อน

อันตรายจากการซื้อยานอนหลับกินเอง
ปัจจุบันช่องทางการหายานอนหลับมาทานเอง พบได้ 2 ทาง คือ สั่งซื้อยาทางอินเตอร์เน็ตหรือจากร้านขายยา ซึ่งรูปแบบยาที่หลากหลายทั้งยาแผนปัจจุบันเป็นยาประเภทฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ และการตื่นของมนุษย์หรือยาทำให้นอนหลับ และอีกทางหนึ่งคือขอแบ่งยานอนหลับมาจากผู้ป่วยที่รู้จักคุ้นเคย มาทดลองกิน ปัญหานี้พบได้ทั้งเขตเมืองและชนบท เพราะประชาชนเข้าใจว่ายาใช้ด้วยกันได้ แก้อาการนอนไม่หลับเหมือนกัน คาดว่าพื้นที่อื่นๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน

การหายามากินเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเอง นอกจากใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวแล้ว ยังเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตัวเอง เนื่องจากยาที่มีในปัจจุบันแต่ละชนิดใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ และผู้ป่วยแต่ละรายก็ใช้ยาแตกต่างกันออกไปตามลักษณะอาการ สาเหตุและข้อบ่งชี้การใช้ ใช้ด้วยกันไม่ได้แม้ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม โดยเฉพาะหากอาการที่นอนไม่หลับเกิดมาจากความเครียด วิตกกังวล หากการดูแลรักษาที่เราทำตามคำแนะนำของคนอื่นที่ไม่ใช่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่ต้น จะทำให้โรคเพิ่มความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

จากการศึกษาวิจัยหากเราไม่ได้รับคำแนะนำในการรักษาจากแพทย์โดยตรง พบว่า ผู้ป่วยจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว และอาจก่อให้เกิดโรคทางจิตอื่นๆ เช่น ไบโพลาร์ ประสาทหลอน และนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสป่วยโรคทางกาย เช่นความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

ทั้งนี้แนะนำช่องทางปรึกาษาให้ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ที่สามารถให้คำปรึกาาได้ ได้แก่

  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • แพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หลังจากที่รู้ตัวว่านอนไม่หลับติดต่อกันมา 2 สัปดาห์
  • โทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะได้ผลดีและปลอดภัย ทั้งนี้การรักษาโดยทั่วไปจะมี 3 วิธี คือ

  • หาสาเหตุให้เจอ และรักษาที่สาเหตุที่เกี่ยวข้อง
  • รักษาโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม
  • การใช้ยา จะเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

การใส่ถุงมือสัมผัสอาหาร ใช่ลดการปนเปื้อนในอาหารจริงหรอ?

เมื่อเห็นพ่อค้าแม่ค้า แม่ครัวทำอาหาร สวมถุงมือไม่สัมผัสอาหารจากมือของตัวเองโดยตรง เราอาจคิดว่าวิธีนี้จะช่วยให้อาหารที่เราได้รับสะอาด ลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการหยิบจับอาหารด้วยมือจริง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วความคิดนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ภาครัฐรณรงค์ผู้ประกอบอาหารสวมถุงมือทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ผู้สัมผัสอาหารสวมถุงมือยางในการปรุงประกอบอาหารทุกครั้ง หวังลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการสัมผัสทางมือ เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หลังพบรายงานผู้ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2562 จำนวน 656,341 ราย

สวมถุงมือก่อนสัมผัสอาหาร อาจไม่ช่วยลดการปนเปื้อน ?
ข้อสังเกตคือ พ่อค้าแม่ค้าริมถนน หรือร้านอาหารบางร้าน อาจมีคนทำอาหาร คนเสิร์ฟ และคนคิดเงินเดียวกัน รวมถึงร้านขายผลไม้รถเข็น การสวมถุงมือเพื่อหยิบอาหารสด หรือเนื้อสัตว์ดิบ แล้วมาหยิบอาหารที่สุกแล้ว รวมถึงรับ-ทอนเงินจากลูกค้าโดยไม่มีเปลี่ยน หรือถอดถุงมือออกก่อน การสวมถุงมือก็ไม่ได้ช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคแต่อย่างใด เพราะเชื้อโรคอาจมาจากเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ รวมถึงเงินสดทั้งธนบัตร และเหรียญ

ใช้ถุงมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหาร

  1. ใช้ถุงมือยางสำหรับอาหารโดยเฉพาะ
  2. เลือกใช้ถุงมือกับอาหารประเภทเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช้ปะปนกัน เช่น ถุงมือ 1 คู่ต่ออาหารดิบ อาหารปรุงสุกด้วยความร้อนแล้ว อาหารพร้อมปรุง อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
  3. ควรเลือกถุงมือยางจากยางพาราธรรมชาติที่มีคุณภาพดี และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่สกปรก ไม่ฉีกขาด สวมใส่ง่าย
  4. ห้ามใช้ถุงมือที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล เพราะอาจจะปนเปื้อนและเป็นแหล่งนำเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ มาสู่อาหารได้
  5. หากต้องไปสัมผัสกับอาหารประเภทอื่น หรือต้องหยิบจับสิ่งของอื่น ๆ เช่น เงิน ควรถอดถุงมือออกก่อนทุกครั้ง
  6. ควรเปลี่ยนถุงมือทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ หากถุงมือเปื้อนมากก็ควรรีบเปลี่ยนทันทีเช่นกัน

นอกจากความสะอาดของถุงมือแล้ว ผู้สัมผัสอาหารควรเข้มงวดในการสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับตนเอง ดังนี้

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้งก่อนที่จะปรุงประกอบอาหาร
  2. หลังจากใช้ห้องส้วม และไม่ควรใช้มือ หยิบจับอาหารโดยตรง ควรใช้อุปกรณ์หยิบจับ โดยเฉพาะอาหารที่พร้อมรับประทาน
  3. สถานที่ในการใช้ปรุงประกอบอาหารต้องสะอาด เป็นระเบียบ เนื่องจากอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ง่ายจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
  4. ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียมปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. ผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะ ต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น และต้องซักทำความสะอาดบ่อย ๆ

โรคกระดูกคอเสื่อมภัยเงียบเรื้อรัง

ใครจะคิดว่า อาการนอนไม่หลับ หรือนอนตะแคงแล้วหลับไม่สนิท อาจเกิดจาก “โรคกระดูกคอเสื่อม” เพราะคนไทยที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเกือบทุกคน จึงอาจจะนิยามโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็น “โรคประจำสังขาร” ก็ได้

โรคกระดูกคอเสื่อมพบได้ในเกือบทุกคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการรักษาโรคกระดูกสันหลังและกระดูกคอมานานกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ นอนหลับไม่สนิท บางทีนอนตะแคงไม่ได้ นอนตะแคงแล้วจะเกิดอาการปวดเมื่อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้หมอนหนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และต่อมาจะมีอาการชา หรือ อ่อนแรงของมือและแขน บางรายจะมีอาการเหลียวหลังไม่สะดวก ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้ร่างกายพิการได้

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกระดูกคอจะเสื่อม และจะมีการงอกของกระดูก ซึ่งหากกระดูกที่งอกมากๆ ไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง ก็จะทำให้เกิดอาการปวด ชาตามแขนและมือ และต่อไปจะทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติของกระดูกคอเกิดขึ้น ณ จุดใด ควรจะมาตรวจร่างกายและเมื่อมีความจำเป็นก็ควรจะตรวจ MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรง ก็สามารถให้การรักษาด้วยการรรับประทานยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง หรือในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่หากตรวจพบกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีมือ หรือแขนอ่อนแรง เดินทรงตัวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีวิวัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปn เรามีนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้ดี มีท่าบริหารดีๆ ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด แต่ถ้าไม่ได้ผลในรายที่มีอาการมาก การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่างจากในสมัยก่อน อาทิ

– การผ่าตัดในปัจจุบันจะใช้กล้องในการผ่าตัด เป็นการผ่าแผลเล็ก ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาจากในอดีตเป็น 10 เท่า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนหากมีการผ่าตัด 1,000 ราย จะมีปัญหาประมาณ 5 ราย เดี๋ยวนี้ผ่า 10,000 รายจะมีปัญหาน้อยกว่า 5 ราย

– วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในสมัยก่อนต้องขุดกระดูกจากสะโพกมาใช้ในการซ่อมแซมคอ แต่ในปัจจุบันหากไม่อยากเจ็บสะโพกก็สามารถใช้วัสดุซึ่งสามารถทดแทนได้

– มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการผ่าตัด โดยลงทุนอย่างสูงในด้านเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูง เช่น เครื่อง O-ARM ที่ใช้ในห้องผ่าตัด สามารถถ่ายเอกซเรย์จำนวน 500-600 ภาพในครั้งเดียว ประมวลเป็นภาพ 3 มิติ ทำงานร่วมกับระบบนำวิถีซึ่งจะได้ภาพเห็นชัดเจนจากทุกทิศทาง ทำให้ผ่าตัดได้แม่นยำ รับรังสีน้อย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และแพทย์พยาบาล

– มีการใช้เครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขณะผ่าตัด (Intraoperative Monitoring) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อเส้นประสาทและไขสันหลัง

นพ.พุทธิพร กล่าวต่อว่า ในสมัยก่อนคนกลัวการรักษาเพราะการรักษายังได้ผลไม่ดี แพทย์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลรายงานผลการรักษาไว้ครบถ้วน จึงไม่ได้เผื่อแผ่ข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยกัน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งปันข้อมูลในการรักษา รายงานการวิจัยมากมาย ทำให้ทราบถึงความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัย รวมทั้งประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์ก็ให้โอกาสผู้ป่วยมากขึ้นในการได้ร่วมตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือเลือกสถานที่รักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด

นพ.พุทธิพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคกระดูกคอและกระดูกสันหลังสมัยใหม่ไม่น่ากลัว การมาพบแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลังเป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อเกิดอาการ เพราะแพทย์สมัยใหม่มีการรักษาที่หลากหลายไม่ใช่มาถึงแล้วจับผ่าตัดหมด ส่วนใหญ่การรักษาในปัจจุบันแค่ทานยากับทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปอาการก็จะดีขึ้นแล้ว โอกาสที่จะต้องผ่าตัดมีน้อย ซึ่งหากผู้สนใจตรวจเช็กให้แน่ใจว่าขณะนี้เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมหรือไม่

เราควรใช้อาหารเสริมบำรุงตับหรือไม่

การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญอย่างตับ เป็นการกระทำโดยแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยตรงการที่แพทย์ต้องการที่จะเอาตับที่ไม่ทำงาน หรือการที่ตับมีบ้างอย่างผิดปกติมีการทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

แพทย์ต้องการที่จะเปลี่ยนแทนที่ด้วยตับที่มีคุณภาพดีกว่าของเดิมโดยการนำส่วนหนึ่งจากผู้บริจาคตับมาทำการผ่าตัด ตับที่ได้รับการบริจาคส่วนใหญ่ แพทย์จะนำมาจากคนที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเพราะการเสียชีวิตแบบนี้บ้างทีตับก็จะไม่เสียหาย หรือ เอามากจากพวกเข้ามาบริจาคอวัยวะกับทางโรงพยาบาลที่ลงทะเบียน

โดยการที่จะบริจาคตับนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากญาติพี่น้อง โดยการที่ผู้บริจาคตับนั้นจะทำโดย นำตับไปผ่าตัดให้กับญาติพี่น้องตัวเองเพราะ ดีเอ็นเอจะความตรงกัน หรือ เนื้อเยื่อที่จะทำการผ่าตัดนั้น จะเข้ากันได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่จะมารับบริจาค โดยปกติศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แพทย์จะทำเฉพาะเมื่อมีการตัดการรักษาอื่น ๆ

การปลูกถ่ายตับนั้นถ้าให้ทำการจัดอันดับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆในร่างการ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับถือว่าเป็นการกระทำการผ่าตัดที่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 โดยมีการผลูกถ่ายมากกว่า 157,000 ครั้ง ในการผ่าตัดมาในประเทศอเมริกาในปี 1988 โดยปีที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับมากที่สุดคือปี 2000 มีผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายตับมากที่สุดถึง 7,100 ราย โดยการที่เราจะเข้ารับการปลูกถ่ายตับนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อ เรามีอายุมากกว่า 17 ปี ขึ้นไปแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้

แต่การปลูกถ่ายตับใช้ว่าจะราบรื่นไปซะทีเดียว การปลูกถ่ายตับก็ยังมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะสำเร็จทุกครั้ง การปลูกถ่ายตับจะทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคตับร้ายแรงเท่านั้น ถ้าไม่เป็นถึงขั้นนั้นคุณหมอจะให้เราทานยาอย่างเดียวไม่แนะนำให้ปลูกถ่ายตับ

สำหรับการดูแลตับนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่ายากเกินความสามารถแต่หากปล่อยไม่ดูจนตับมีปัญหาแน่นอนย่อมยากมากเลยที่จะดูแล นั้นยังไม่รวมไปถึงจะฟื้นฟูตับให้กลับมาเป็นปกตินะ เพราะเรียกได้ว่าโอกาสน้อยมากจริงๆ ดังนั้นควรดูแลตับก่อนที่จะเป็นอะไรไปเสียจะดีกว่า อย่างเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่เราควรมีไว้ติดบ้าน เพื่อให้ตับอยู่คู่กับเราไปอย่างยาวนาน

เตือนภัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B เตือนระบาด 7 กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีน
ประกาศเตือนจากกรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B

เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 มี.ค. ได้พบผู้ป่วยโรค ไข้หวัดใหญ่ 99,087 ราย คิดเฉลี่ยเป็นอัตราป่วยถึง 151.45 รายต่อแสนประชาชน ยิ่งกว่านั้นเสียชีวิตไปแล้วถึง 6 ราย วันนี้ ExciteMe จะพาทุกท่านมารู้จักกับโรคระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B กันค่ะ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอาการที่ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส อินฟลูเอนซา (Influenza virus) โดยเชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่นี้สามารถแบ้งออกได้ 3 ประเภท

1.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A)
2.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
3.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C (Influenza C)

ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จักกับ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B เป็นสายพันธ์ุที่ระบาดในช่วงของหน้าฝนและหน้าหนาว เพราะว่าเชื่อไวรัสนี้ชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศที่เย็น

ลักษณะของโรค
มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัตืซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้ว หลายครั้ง แต่ละคร้ังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

อาการของโรค
อาการของโรคนั้นจะเริ่มมีก็ต่อเมื่อได้รับเชื้อ 1-4 วัน โดยจะเริ่มมีไข้แบบทันทีทันใด 38 องศาในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กมักสูงกว่านี้ มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมากและอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าเป็นไขนาน จะมีอาการร่วมมาคือ อาการไอจากหลอมลมอักเสบ (post viral bronchitis) ปกติแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ก็มีบางรายที่มีอาการรุนแรงเกิดจากภาวะแทรกซ้อน

วิถีของคนเริ่มต้นออกกำลังกาย

กระตุ้นตัวเองให้ออกกำลังกาย

  • ให้นึกถึงเป้าหมายเรื่องน้ำหนักที่จะลด
  • ท่านอาจจะไม่ได้นึกถึงตัวเอง ท่านต้องนึกถึงลูกหลาน หากท่านออกกำลังกายเป็นประจำเมื่อท่านสูงอายุท่านอาจจะดูแลลูกหลานได้ หากท่านไม่ดูแลตัวเองท่านอาจจะเป็นภาระสำหรับลูกหลาน
  • นึกถึงโรคที่ท่านกลัวหรือโรคของครอบครัว หากท่านไม่ดูแลตัวเอง โรคต่างๆจะมาเยี่ยมท่าน
  • นึกถึงความผ่อนคลายหลังการออกกำลังกาย นอนหลับสบายกว่าคนไม่ได้ออกกำลังกาย
  • นึกถึงสุขภาพ หากสุขภาพดีท่านจะทำงานได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลัง

หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น

    • ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
    • หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
    • ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
    • ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
    • ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
    • ออกกำลังโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตก่อน เช่น การทำสวน การเดินขึ้นบันได การเต้นรำซึ่งยังไม่ได้เกณฑ์ aerobic แต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจจะได้ประมาณร้อยละ 50 เมื่อออกกำลังต่อเนื่องเป็นเวลา 5-6 เดือนก็จะเพิ่มการเต้นของหัวใจได้ถึงร้อยละ 75-85

ทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือนจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น

  • การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า
  • ขี่จักรยานนานขึ้น
  • ขึ้นบันไดหลายขั้น
  • ขุดดินทำสวนนานขึ้น
  • ว่ายน้ำ
  • เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน
  • เต้นรำ
  • เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส

หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้ว เรามาเริ่มต้นฟิตร่างกายกัน

หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังกายเป็นประจำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การฟิตร่างกายสามารถทำได้โดย

  • โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
  • ว่ายน้ำนานขึ้น

การฟิตร่างกาย

คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังกายเพิ่ม หัวใจเต้นได้ดี

โปรตีนรั่ว รู้ไว รักษาไว อาการโรคไตอักเสบ

           อาการโปรตีนรั่ว ทำให้ผู้ป่วยตัวบวมผิดปกติ และไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกับคนทั่วไป จำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยภาวะดังกล่าวยังส่งสัญญาณถึงการอักเสบของไต นำไปสู่ภาวะไตวายในอนาคตได้อีกด้วย

           อาการโปรตีนรั่ว หรือเรียกว่า “เนฟโฟรติก” เป็นสัญญาณที่แสดงถึงโรคไตอักเสบ มีการขับโปรตีนชนิดที่เรียกว่าอัลบูมินออกมาทางปัสสาวะมากเกินไป ทำให้เกิดอาการตัวบวมตามมา และจะพบมากในเด็ก ซึ่งอาการบวมที่เกิดจากโปรตีนรั่วจำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาการเนฟโฟรติก เป็นความผิดปกติของไตที่ยังสามารถกรองของเสียได้อยู่ เพียงแต่มีการรั่วของโปรตีนออกมาในปัสสาวะมากเกินไป วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นให้ดูปริมาณปัสสาวะว่ามีความเปลี่ยนแปลง หรือมีฟองมากขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญคืออาการบวมของร่างกาย หากปัสสาวะมีความผิดปกติเกิดขึ้นสัมพันธ์กับอาการบวม อาจเป็นสัญญาณของอาการโปรตีนรั่วได้ ในส่วนของสีปัสสาวะที่เปลี่ยนไปในทางสีเข้มขึ้น พบว่าไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย ส่วนในรายที่มีความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ คาดว่าเกิดจากภาวะน้ำในหลอดเลือดลดน้อยลง จึงทำให้สีของปัสสาวะนั้นเข้มขึ้น

สาเหตุของอาการโปรตีนรั่วยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ในผู้ป่วยบางรายพบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และในส่วนของอาการแทรกซ้อนจากอาการโปรตีนรั่ว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การแทรกซ้อนจากตัวโรคเองและการแทรกซ้อนจากการรักษา

  1. การแทรกซ้อนจากตัวโรคเอง อาจเกิดจากการไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือเกิดในผู้ป่วยที่ขาดการรักษาไปเป็นเวลานาน อาจทำให้ไตวายได้ในอนาคต หรืออาจมีภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากภาวะโปรตีนรั่ว ส่งผลให้เลือดมีความหนืดมากกว่าปกติ และมีโอกาสแข็งตัวในหลอดเลือดได้ง่าย
  2. การแทรกซ้อนที่เกิดจากการรักษา คือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วดูแลในเรื่องของสุขลักษณะได้ไม่ดีพอ จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาเป็นยากดภูมิ หากติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
    การรักษาอาการเนฟโฟรติก แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยามาตรฐานชนิดแรกที่แพทย์จะเลือกใช้กับคนไข้เนฟโฟรติก หากมีการตอบสนองต่อตัวโรคได้ดี แพทย์จะค่อย ๆ ลดยากระทั่งหยุดให้ยา แต่ถ้าหากผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี แพทย์ไม่สามารถหยุดให้ยาได้ จำเป็นต้องใช้ยากดภูมิอื่น ๆ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบประคับประคองซึ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกที่คนไข้มีอาการบวมมาก เพราะถึงแม้จะมีการให้ยาจำเพาะสำหรับการรักษาโรค แต่คนไข้อาจไม่ตอบสนองทันที อาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป อาการบวมจึงจะยุบตัวลง ในแง่ของการรักษาแบบประคับประคอง ประกอบด้วย การจำกัดอาหารรสเค็ม อาหารรสจัด อาหารที่ปรุงด้วยเกลือปริมาณมาก เนื่องจากเกลือจะทำให้ตัวบวมมากขึ้น ส่วนในแง่ของอาหารอื่น ๆ เช่น โปรตีน คนไข้ยังสามารถทานได้ตามความเหมาะสมของช่วงอายุคนไข้

ความสำคัญของการรักษาคือเรื่องการกินยาต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาหรือเพิ่มยาเอง หากมีปัญหาต้องรีบติดต่อแพทย์ เพื่อวางแผนปรับยาโดยเร็ว นอกจากนี้คนไข้ควรดูแลเรื่องการรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรือปรุงด้วยเกลือปริมาณมาก เพราะจะทำให้ตัวบวม ทั้งยังกระตุ้นความดันโลหิตให้สูงขึ้น