ปัญหาขี้หูอุดตัน

       สภาวะขี้หูอุดตันนั้นเกิดมาจากการที่เรามีขี้หูมากเกินไปแล้วไม่ได้นำเอาออกมา โดยปกติระบบภายในหูจะมีกลไกการทำงานด้วยการขับขี้หูออกมาให้เราเอง แต่หากมีการผลิตมากเกินไปอาจมีการระบายขี้หูออกมาไม่ทันจึงเกิดการสะสมที่บริเวณหูชั้นนอก และขี้หูเกิดการแห้งและแข็งจึงส่งผลให้มีการอุดตันของขี้หูได้

          เมื่อไหร่ก็ตามที่หูของเรามีขี้หูมาอุดตัน สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การรู้สึกแน่นๆอื้อๆภายในหู  การได้ยินเสียงจะลดลงหรือบางครั้งรู้สึกเหมือนมีเสียงอยู่ภายในหู มีอากาคันในช่องหูบางครั้งอาจมีน้ำเหลวๆออกมาจากหู หรือมีกลิ่นเหม็นออกมา รวมถึงจะมีอาการปวดหู และเวียนหัวตามมาด้วย บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆก็ได้เช่นกัน

ดังนั้น เราจึงควรไปให้แพทย์ตรวจและรักษา และหากเราพบว่าเรามีปัญหาขี้หูเยอะ เราไม่ควรที่จะหาอะไรมาแคะด้วยตนเอง การนำขี้หูออกจากหูนั้นทำได้ด้วยการหยอดยาละลายขี้หูซึ่งขี้หูจะหลุดลอกออกมาเอง แต่หากมีอาการทั้งหูมีกลิ่น ไม่ค่อยได้ยินเสียงร่วมด้วย ควรไปหาแพทย์มากกว่าจะมาหายารักษาด้วยตนเองเพราะภายในหูเป็นอวัยวะที่บอบบาง ซึ่งหากเรารักษาแบบผิดวิธีจะส่งผลให้เราสูญเสียการได้ยินหรือเป็นโรคหูหนวกได้

             สำหรับขี้หูแล้วจะมีหน้าที่เอาไว้ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาในรูหู เช่น ขี้ฝุ่นหรือแมลงต่างๆ ซึ่งความจริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรขี้หูก็จะหลุดร่วงมาเองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการผลิตขี้หูมากเกินไปแล้วระบบจัดการภายในหูระบายขี้หูออกมาไม่ทันก็จะมีผลทำให้มีขี้หูมาอุดตันในรูหูได้เช่นกัน ซึ่งการตรวจว่าเรามีขี้หูอุดตันหรือไม่นั้น

แพทย์จะเป็นผู้ตรวจให้ด้วยการนำอุปกรณ์ส่องเข้าไปดูในหูของเรา หากพบว่ามีขี้หูอุดตัน แพทย์จะนำเครื่องมือมีคีบขี้หูออกให้หรืออาจจะใช้เครื่องดูดขี้หูออกมา หรือการใช้ไซริงค์ฉีดน้ำอุ่นเข้าไปล้างในหู หรือการใช้ยาหยอดหู เพื่อให้ขี้หูไหลออกมาเอง   หากมีอาการขี้หูอุดตันไม่ควรปล่อยไว้นาน ควรรีบไปให้แพทย์เอาขี้หูออกให้เพราะหากทิ้งไว้จะส่งผลต่อระบบภายในหู อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือทำให้เราไม่ได้ยินเสียง บางครั้งเมื่อมีอาการคันมากๆเราอาจเผลอนำอะไรแหย่เข้าไปในหู ซึ่งหากไปโดยแก้วหู อาจทำให้เกิดการฉีกขาดแล้วทำให้เป็นโรคหูหนวกได้

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

แย่แน่ ถ้าแก้วหูทะลุ      

     Ruptured Eardrum    หรืออาการแก้วหูทะลุ ซึ่งอาการแก้วหูทะลุหากเยื่อแก้วหูชั้นกลางได้รับความเสียหายมากจะมีผลทำให้หูหนวกอย่างถาวรได้  แก้วหูทะลุเกิดจากที่แก้วหูมีการฉีกขาด อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การเอาอะไรแหย่เข้าไปในรูหูแล้วไปโดนแก้วหู เพราะในส่วนของแก้วหูเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด ตรงบริเวณแก้วหูจะมีเยื่อแก้วหูซึ่งจะมีหน้าที่สำคัญเป็นตัวกั้นหูชั้นกลางกับชั้นนอก

               สำหรับอาการของแก้วหูทะลุนั้นผู้เริ่มแรกผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหูและจะมีเลือดหรือน้ำเหลวๆไหลออกมาจากรูหูจะรู้สึกว่าหูอื้อและจะเริ่มไม่ค่อยได้ยินเสียงแต่ถ้าแก้วหูมีการฉีดขาดมากก็จะอันตรายถึงขั้นไม่ได้ยินเสียงเลยก็มี ที่สำคัญบางรายจะมีไข้ขึ้นสูงและมีอาการเวียนหัว จะอ๊วก หากอยากจะสั่งน้ำมูกก็จะรู้สึกเหมือนมีลมออกมาจากหู อันที่จริงอาการแก้วหูทะลุแต่ละรายจะมีอาการไม่เหมือนกันมากนักขึ้นอยู่กับปริมาณอาการของแก้วหูว่าได้ความเสียหายมากน้อยแค่ไหน 

แต่อย่างไรก็ตามการที่เกิดปัญหาแก้วหูมีรอยฉีกขาด แม้จะมีปริมาณแค่นิดเดียวก็ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลให้รีบทำการรักษาโดยด่วน เพราะแก้วหูมีความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการได้ยิน หากเราไม่สนใจและปล่อยเอาไว้อย่างนั้นอาจจะทำให้หูชั้นกลางเกิดการอักเสบขึ้นมาและจะส่งผลต่อการได้ยินได้

              โดยปกติแล้วอาการแก้วหูทะลุมักมาจากอุบัติเหตุซะส่วนใหญ่ โดยในเด็กเล็กๆ อายุไม่เกิน 5 ขวบเด็กกลุ่มนี้มักจะชอบเอาอะไรแหย่เข้าไปในรูหู ซึ่งหากมีการแหย่ไปในปริมาณที่ลึกถึงเยื่อแก้วหูก็จะทำให้แก้วหูฉีดขาดได้ หรือในผู้ใหญ่ที่ชอบเอาไม้พันสำลีมาเช็ดหูก็เช่นเดียวกัน หรือเกิดจากการกระแทกจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่นหัวไปฟาดโดนของแข็งแล้วความแรงมีการสั่นสะเทือนไปจนถึงหูชั้นกลาง

อาจทำให้หูชั้นกลางเกิดความเสียหายแก้วหูฉีกขาดได้เช่นกัน ทั้งนี้ยังมีสาเหตุมาจากข้างในหูสกปรกแล้วเกิดจากติดเชื้อก็มีผลทำให้แก้วหูทะลุได้อีก  หากมีอาการดังกล่าวข้างต้นทางแพทย์ที่ชำนาญการจะมีการส่องกล้องเข้าไปดูแก้วหูเมื่อพบว่ามีการฉีดขาดก็จะรีบรักษาอย่างเร่งด่วน

            สำหรับการรักษาอาการนั้นหมอจะให้กินยาแก้ปวด เพื่อลดอาการปวด หากมีการติดเชื้อต้องกินยาปฏิชีวนะเพิ่ม ส่วนตัวบาดแผลที่แก้วหูนั้นไม่ต้องทำอะไรจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผลด้วย 

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  เครื่องช่วยฟัง

แนวทางการแต่งรถให้แรงขึ้น

แนวทางการแต่งรถให้แรงขึ้น โดยไม่ต้องทำเครื่องยนต์

วันนี้ผมมีวิธีมาแนะนำเรื่องการทำให้รถของเพื่อนๆแรงขึ้นโดยไม่ต้องแต่งเครื่องยนต์ครับ แม้แต่น๊อตตัวเดียวของเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องถอดนะครับ ส่วนจะมีวิธีการทำยังไงนั้นโปรดติดตามกันต่อไปได้เลยครับ ความเร็วความแรงของไบค์เกอร์นั้นเป็นของคู่กันเหมือนกล้วยบวชชี ที่มีกล้วยก็ต้องมีกระทิ ไม่งั้นจะเป็นกล้วยบวชชีไปได้ยังไงครับ

ใครมีรถก็ต้องการให้รถของตัวเองแรงขึ้นเร็วขึ้นอย่างน้อยซักนิดนึงก็ยังดีใช่หรือเปล่าครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆสายบิ๊กไบค์ทัวร์ลิ่งหรือว่าคนขี่ในสนามแข่งหรือไม่เว้นแม้แต่น้องๆแว้นเนี่ยนะครับ ถ้าได้มาอ่าน 13 แนวทางการรถให้แรงขึ้น รับรองถูกใจแน่นอนครับ

ซึ่งต่อไปนี้จะเป็น 13ของแต่งที่ช่วยให้รถของเพื่อนๆเร็วขึ้นแล้วก็แรงขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเครื่องยนต์เลยนะครับ ซึ่งในคลิปนี้ก็ไม่เชิงเป็นการจัดอันดับนะครับ แต่ผมจะเรียงรำดับความสำคัญตั้งแต่การเปลี่ยนอาไหล่เล็กน้อยยันอะไหล่ที่ต้องใช้เงินเยอะ ผมจะเรียงตามลำดับนะครับว่าอะไรที่ควรจะเปลี่ยนก่อน อะไรที่ควรจะเปลี่ยนทีหลัง เดี๋ยวลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง

อันดับแรกคือกรองอากาศ

การแต่งกรองอากาศนั้นจะช่วยในเรื่องของอากาศที่จะถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้เนี่ยทำได้สะดวกขึ้นแล้วก็มากขึ้นนะครับ อากาศที่ไหลเวียนเข้าไปในห้องเผาไหม้มากขึ้นก็หมายความว่าการจุดระเบิดของเครื่องยนต์เราจะทำได้ดีขึ้นและรุนแรงขึ้น นั่นก็หมายความว่าเครื่องยนต์จะมีกำลังมากขึ้นนั่นเองนะครับ

ซึ่งการแต่งกรองแต่งนั้นจะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกันก็คือ

1ซื้อกรองแต่งมาเลย ไม่ว่าจะเป็นกรองสแตนเรส กรองผ้า กรองฟองน้ำ อย่างที่

2 คือการถอดกรองอากาศออกเลยไม่ต้องใส่เลยนะครับ

อันนี้คืออากาศจะไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ได้ตรงๆเลย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่แนะนำให้ทำเพราะว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์นะครับ อากาศไหลเวียนเข้าในเครื่องยนต์โดยตรงก็จริงแต่อากาศโดยทั่วไปแล้วจะมีฝุ่นละอองอยู่มาก ถ้าฝุ่นละอองเข้าไปในเครื่องยนต์มากๆ เครื่องยนต์ก็อาจจะพังเร็วกว่าปกติก็ได้นะครับ

 

อันดับที่ 2 ในการแต่งก็คือการทดสเตอร์นั่นเองครับ

การทดสเตอร์จะช่วยในการปรับเปลี่ยนอัตราการทดที่ออกมาจากลูกสูบก่อนที่จะถูกส่งไปยังล้อหลัง แต่ในการแต่งเพื่อนๆต้องเลือกสายว่าจะเอาต้นดีแต่ปลายเหี่ยว หรือว่าจะเอาต้นเหี่ยวแต่ปลายได้ เพื่อนๆต้องเลือกเอานะครับ

เพราะว่าเสตอร์มาจากโรงงานจะเป็นค่ากลางๆอยู่แล้ว ไม่ได้แรงต้นหรือแรงปลาย ถ้าเพื่อนๆเลือกได้แล้วนะครับว่าจะต้นดีหรือปลายไหลเพื่อนๆก็ทำตามวิธีของผมโดยการหาการทดของสเตอร์เดิมก่อนโดยการเอาฟันของสเตอร์หลังมาคูณฟันของสเตอร์หน้าอย่างเช่น 49/16=3.06 นั่นคืออัตราทดเดิม ทีนี้เราได้อัตราทดเดิมของมันแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับสูตรที่ผมคิดไว้นะครับ ไหลปลาย 2.5<<3.0>>3.5 ตัวจี๊ด โดยค่า 3.0จะเป็นค่ากลางนะครับ

ทีนี้ถ้าเราได้อัตรทดเดิมของมันแล้วถ้าเราอยากได้กำลังต้นเยอะๆก็ควรเพิ่มอัตรทด แล้วทำการหาค่าให้ได้มากเดิมของที่เพื่อนๆมีอยู่ อัตราการเร่งก็จะดีขึ้นเยอะเลยครับ แต่ถ้าเพื่อนๆอยากจะไหลปลายก็ให้เพื่อนๆลดอัตราทดลงให้น้อยกว่าเดิมถ้าชุดสเตอร์เดิมของเพื่อนๆเวลาขี่หมอบจนรอบตัดได้แล้วก็ไม่สามารถไปต่อได้แล้วก็ให้ลดอัตราการทดของสเตอร์ลงมาครับ

เพราะมันจะช่วยในเรื่องการไหลที่มากขึ้นครับ แต่ก็ระวังอย่าลดสเตอร์น้อยเกินไปจะทำให้รถอืดแทนที่ว่าจะไหลปลาย ก็ลองดูตามความเหมาะสมเอานะครับ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย บิ๊กไบค์มือสอง

วิธีการวัดความดันด้วยตัวเอง

การจัดเตรียมก่อนกระทำตรวจ
สิ่งที่คุณควรจะเตรียมพร้อมก่อนกระทำวัดระดับความดันเลือดมีดังนี้

1. คุณจึงควรฟังเสียงชีพจร ด้วยเหตุผลดังกล่าว คุณจำเป็นจะต้องหาที่สงบเงียบ ควรจะนั่งพักผ่อนก่อนสัก 5 นาที ก่อนจะทำวัดระดับความดันเลือด

2. ควรจะทำกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกรีแล็กซ์ อย่าวัดระดับความดันเลือดถ้าเกิดคุณรู้สึกเคร่งเคลียด หรือพึ่งออกกำลังกายมา คาเฟอีน หรือพึ่งดูดบุหรี่มาเมื่อ 30 นาทีก่อนหน้านี้ สิ่งพวกนี้สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลของการตรวจได้

3. ควรจะนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอนกายข้างหลังให้อิงกับเก้าอี้ ไม่สมควรไขว่ห้าง แล้วก็วางเท้าราบกับพื้น

4. ถ้าคุณกำลังสวมเสื้อแขนยาว ควรจะม้วนแขนเสื้อขึ้นไป ถ้ากำลังสวมเสื้อผ้ารัดแขนแน่นๆ ให้ถอดออกเสีย

5. วางแขนไว้ที่ระดับเดียวกับหัวใจ

ขั้นตอนสำหรับในการวัดระดับความดันเลือด

คุณสามารถวัดระดับความดันเลือดได้ด้วยตัวเอง

1. เริ่มจากการประมาณชีพจร วางนิ้วชี้และก็นิ้วกลางที่กึ่งกลางพับศอก

2. พันผ้ารอบต้นแขน ส่วนขอบด้านล่างของผ้า (ท่อนหัวของหูฟังหมอ) ควรจะอยู่เหนือพับศอก 2.5 ซม. บริษัทผู้ผลิตบางครั้งอาจจะใส่ลูกศรเพื่อช่วยทำให้คุณรู้ตำแหน่งของหูฟังของหมอ

ถ้าเกิดคุณใช้เครื่องตวงความดันเลือดแบบควบคุมด้วยมือ

1. ใส่หูฟังของหมอเพื่อฟังเสียงหัวใจเต้น แขนข้างหนึ่งถือเกจ์วัดความดัน (คล้ายๆ นาฬิกา) และแขนอีกข้างถือส่วนกระเปาะไว้

2. ปิดวาวล์ไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ (ตรงเข็มนาฬิกาข้างกระเปาะ)

3. บีบกระเปาะให้ปลอกที่มีไว้ใส่แขนวัดความดันเลือดพองขึ้น ช่วงเวลาที่รอจับตามองเกจ์วัดความดัน หยุดบีบเมื่อเกจ์ขึ้นไปถึง 30 มม.ปรอท เหนือความดันตัวบน (systolic pressure) ที่คาดเดาไว้ (จำนวนบนของค่าความดันเลือด) คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน

4. เวลาที่กำลังเฝ้าดูมองเกจ์วัดความดัน ให้เบาๆ เปิดวาล์วไหลเวียนอากาศที่กระเปาะ

5. ตั้งใจฟังเสียงให้ดี เมื่อได้ยินเสียงชีพจรให้จำค่าตัวเลขที่เกจ์วัดความดัน นับเป็นค่าเลขตัวบน เมื่อคุณได้ยินเสียงคราวสุดท้ายให้เขียนบันทึกจำนวนเป็นค่าความดันตัวด้านล่าง (diastolic pressure)

6. คุณจะมิได้ยินเสียงชีพจร ถ้าหากคุณปล่อยให้ปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนวัดความดันเลือดยุบเร็วเกินไป ควรจะประพฤติตามขั้นตอนด้านบนอีกที ภายหลังจากผ่านไป 1 นาที

ถ้าคุณใช้เครื่องตวงความดันเลือดแบบดิจิตอล

1. กดปุ่มที่เครื่องวัดความดัน

2. ปลอกใส่แขนวัดความดันเลือดจะขยายตัวขึ้น และก็คุณจะรู้สึกแน่นที่ต้นแขน

3. ให้เขียนบันทึกค่าที่แสดงขึ้นบนจอของเครื่องวัดความดัน

หมอบางครั้งก็อาจจะชี้แนะให้ท่านกระทำวัดความดันเลือดในเวลาที่แน่นอน คุณสามารถเขียนบันทึก และก็นำไปให้หมอดูเมื่อถึงเวลาที่หมอนัดหมายได้

ทำความเข้าใจกับผลของการตรวจ
คุณควรจะวัดระดับความดันเลือดของคุณ 2 ถึง 3 ครั้งในคราวเดียว และใช้จำนวนที่คุณมองเห็นหลายครั้งที่สุด ผลของการตรวจของคุณจะมีสองจำนวน จำนวนบนเป็นค่าความดันตัวบน (120 มม.ปรอท หรือน้อยกว่านั้น เป็นค่าธรรมดา) จำนวนข้างล่างเป็นค่าความดันตัวด้านล่าง (80 มม.ปรอท หรือน้อยกว่านั้น เป็นค่าธรรมดา) ถ้าเกิดจำนวนบนของคุณเป็น 140 มม.ปรอทหรือมากยิ่งกว่า หรือจำนวนข้างล่างของคุณเป็น 90 มม.ปรอทหรือมากยิ่งกว่า ซึ่งนับได้ว่าคุณมีโรคความดันเลือดสูง (hypertension) ถ้าเกิดค่าความดันเลือดของคุณนั้นมากยิ่งกว่า 120/80 มม.ปรอท แต่ว่าน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท แปลว่าคุณมีความดันโลหิตสูงพื้นฐาน (pre-hypertension)

แม้คุณจะยังมิได้เป็นโรคความดันเลือดสูง แต่ว่าการเสี่ยงของคุณก็มีมากมาย ควรจะติดต่อหมอ ควรจะจดจำไว้ว่าเวลาจำนวนมากนั้น คุณจะไม่มีอาการใดๆ ตามภาวการณ์ความดันเลือด ควรจะวัดความดันเลือดเสมอๆ กรรมวิธีนี้ไม่เจ็บ รวดเร็วทันใจ และง่าย คุณสามารถตรวจค้นข้อมูลเหมือนปกติได้อย่างเร็ว ถ้าคุณมีความดันโลหิตสูง การประมาณระดับความดันเลือดจะช่วยทำให้คุณจัดแจงกับโรคได้ดีขึ้น และช่วยคุ้มครองโรคเส้นโลหิตสมอง

โรคเบาหวานทั้ง 2 ชนิด แตกต่างกันอย่างไร

โรคเบาหวาน ไม่ใช่โรคติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่เป็นโรคที่ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โรคเบาหวานเกิดจากการเกิดความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถูกผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อร่างกาย อินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกลูโคสในเลือด ทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ในเมื่ออินซูลินผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดการสะสม ปัจจุบันโรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร
เคยรู้จักในชื่อโรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน (Insulin Dependent Diabetes) หรือ โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Onset Diabetes) โดยพบได้ในเด็กถึง 5% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด(ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention: CDC)

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการทำงานที่ผิดพลาด เข้าโจมตีและทำลาย beta cells ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ผลิตอินซุลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั้นเข้าโจมตีตับอ่อนและทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่อวัยวะไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน อวัยวะนั้น ได้แก่ ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน ทำให้อวัยวะดังกล่าวไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลไปใช้ประโยชน์ได้ จึงเกิดการสะสมกลูโคสในกระแสเลือด

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตับอ่อนจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้โดยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น แต่อย่างไรก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอต่อน้ำตาลกลูโคสที่สะสมอยู่ในเลือดในช่วงที่สูงที่สุดได้ ซึ่งพบในช่วงหลังอาหาร
CDC กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบมากถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด

อันตรายจากการทานยานอนหลับ หากไม่ปรึกษาแพทย์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์  กล่าวว่า อินซอมเนีย (insomnia)  ชื่อทางการแพทย์ของปัญหานอนไม่หลับ ปัญหานอนไม่หลับไม่ว่าช่วงวัยไหนก็เป็นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของจำนวนประชากรโลก ซึ่งคาดว่าทั่วโลกมีผู้กำลังเกิดปัญหานี้ประมาณ 2,000 ล้านคน ส่วนประเทศไทยคาดว่ามีผู้ที่พบกับปัญหานอนไม่หลับมีประมาณ 19 ล้านคน และส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงสั้นๆ ส่วนน้อยที่จะเป็นปัญหานอนไม่หลับแบบเรื้อรังโดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัญหานอนไม่หลับมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งการนอนไม่หลับนี้เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ไม่มีสมาธิได้

อาการนอนหลับที่เกิดกับคนทั่วไปจะเกิดขึ้นนานสัปดาห์ละ 1-2 คืน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่อาจจะผิดปกติจะมีปัญหาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์และอาจต่อเนื่องเป็นเวลานาน ลักษณะอาการที่พบบ่อยได้แก่

  • นอนไม่หลับ หรือหลับลำบาก
  • หลับไม่สนิท
  • ตื่นขึ้นมากลางดึกหรือหลับๆ ตื่นๆ
  • ตื่นเร็วกว่าปกติ

ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ซึ่งชาวบ้านมักจะเปรียบเปรยผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับว่า ขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้า เนื่องจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

ปัญหานอนไม่หลับนี้ในทางการแพทย์ไม่ได้จัดเป็นโรค แต่เป็นเพียงอาการ สาเหตุของการนอนไม่หลับมีหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคทางกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ กรดไหลย้อน เป็นต้น หรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น เสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรือจากอุปนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะก่อนนอน เช่นทานอาหารย่อยยาก เล่นเกม ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

แต่สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจหลักของปัญหานี้ ล้วนแล้วมีสาเหตุมากจาก ปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น การมีความเครียดจากที่ทำงาน การเรียน ปัญหาชีวิตต่างๆ  รวมไปถึงความวิตกกังวล โดยหากอาการต้นเหตุที่กล่าวมาหายไป ปัญหาการนอนหลับก็จะดีขึ้นเอง แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ อาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นกับประชาชนบางส่วนนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจผิด มักจะไม่ได้คิดถึงสาเหตุ แต่จะมุ่งแก้ที่อาการ โดยก่อนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักจะหายามากินเองก่อน

อันตรายจากการซื้อยานอนหลับกินเอง
ปัจจุบันช่องทางการหายานอนหลับมาทานเอง พบได้ 2 ทาง คือ สั่งซื้อยาทางอินเตอร์เน็ตหรือจากร้านขายยา ซึ่งรูปแบบยาที่หลากหลายทั้งยาแผนปัจจุบันเป็นยาประเภทฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ และการตื่นของมนุษย์หรือยาทำให้นอนหลับ และอีกทางหนึ่งคือขอแบ่งยานอนหลับมาจากผู้ป่วยที่รู้จักคุ้นเคย มาทดลองกิน ปัญหานี้พบได้ทั้งเขตเมืองและชนบท เพราะประชาชนเข้าใจว่ายาใช้ด้วยกันได้ แก้อาการนอนไม่หลับเหมือนกัน คาดว่าพื้นที่อื่นๆ ก็น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน

การหายามากินเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเอง นอกจากใช้ไม่ได้ผลในระยะยาวแล้ว ยังเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตัวเอง เนื่องจากยาที่มีในปัจจุบันแต่ละชนิดใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ และผู้ป่วยแต่ละรายก็ใช้ยาแตกต่างกันออกไปตามลักษณะอาการ สาเหตุและข้อบ่งชี้การใช้ ใช้ด้วยกันไม่ได้แม้ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับเหมือนกันก็ตาม โดยเฉพาะหากอาการที่นอนไม่หลับเกิดมาจากความเครียด วิตกกังวล หากการดูแลรักษาที่เราทำตามคำแนะนำของคนอื่นที่ไม่ใช่จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่ต้น จะทำให้โรคเพิ่มความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

จากการศึกษาวิจัยหากเราไม่ได้รับคำแนะนำในการรักษาจากแพทย์โดยตรง พบว่า ผู้ป่วยจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่าตัว และอาจก่อให้เกิดโรคทางจิตอื่นๆ เช่น ไบโพลาร์ ประสาทหลอน และนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสป่วยโรคทางกาย เช่นความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

ทั้งนี้แนะนำช่องทางปรึกาษาให้ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ที่สามารถให้คำปรึกาาได้ ได้แก่

  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • แพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หลังจากที่รู้ตัวว่านอนไม่หลับติดต่อกันมา 2 สัปดาห์
  • โทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะได้ผลดีและปลอดภัย ทั้งนี้การรักษาโดยทั่วไปจะมี 3 วิธี คือ

  • หาสาเหตุให้เจอ และรักษาที่สาเหตุที่เกี่ยวข้อง
  • รักษาโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม
  • การใช้ยา จะเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

การใส่ถุงมือสัมผัสอาหาร ใช่ลดการปนเปื้อนในอาหารจริงหรอ?

เมื่อเห็นพ่อค้าแม่ค้า แม่ครัวทำอาหาร สวมถุงมือไม่สัมผัสอาหารจากมือของตัวเองโดยตรง เราอาจคิดว่าวิธีนี้จะช่วยให้อาหารที่เราได้รับสะอาด ลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการหยิบจับอาหารด้วยมือจริง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วความคิดนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ภาครัฐรณรงค์ผู้ประกอบอาหารสวมถุงมือทุกครั้ง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ผู้สัมผัสอาหารสวมถุงมือยางในการปรุงประกอบอาหารทุกครั้ง หวังลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากการสัมผัสทางมือ เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร หลังพบรายงานผู้ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2562 จำนวน 656,341 ราย

สวมถุงมือก่อนสัมผัสอาหาร อาจไม่ช่วยลดการปนเปื้อน ?
ข้อสังเกตคือ พ่อค้าแม่ค้าริมถนน หรือร้านอาหารบางร้าน อาจมีคนทำอาหาร คนเสิร์ฟ และคนคิดเงินเดียวกัน รวมถึงร้านขายผลไม้รถเข็น การสวมถุงมือเพื่อหยิบอาหารสด หรือเนื้อสัตว์ดิบ แล้วมาหยิบอาหารที่สุกแล้ว รวมถึงรับ-ทอนเงินจากลูกค้าโดยไม่มีเปลี่ยน หรือถอดถุงมือออกก่อน การสวมถุงมือก็ไม่ได้ช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคแต่อย่างใด เพราะเชื้อโรคอาจมาจากเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ รวมถึงเงินสดทั้งธนบัตร และเหรียญ

ใช้ถุงมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหาร

  1. ใช้ถุงมือยางสำหรับอาหารโดยเฉพาะ
  2. เลือกใช้ถุงมือกับอาหารประเภทเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช้ปะปนกัน เช่น ถุงมือ 1 คู่ต่ออาหารดิบ อาหารปรุงสุกด้วยความร้อนแล้ว อาหารพร้อมปรุง อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
  3. ควรเลือกถุงมือยางจากยางพาราธรรมชาติที่มีคุณภาพดี และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่สกปรก ไม่ฉีกขาด สวมใส่ง่าย
  4. ห้ามใช้ถุงมือที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล เพราะอาจจะปนเปื้อนและเป็นแหล่งนำเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ มาสู่อาหารได้
  5. หากต้องไปสัมผัสกับอาหารประเภทอื่น หรือต้องหยิบจับสิ่งของอื่น ๆ เช่น เงิน ควรถอดถุงมือออกก่อนทุกครั้ง
  6. ควรเปลี่ยนถุงมือทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคได้ หากถุงมือเปื้อนมากก็ควรรีบเปลี่ยนทันทีเช่นกัน

นอกจากความสะอาดของถุงมือแล้ว ผู้สัมผัสอาหารควรเข้มงวดในการสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับตนเอง ดังนี้

  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้งก่อนที่จะปรุงประกอบอาหาร
  2. หลังจากใช้ห้องส้วม และไม่ควรใช้มือ หยิบจับอาหารโดยตรง ควรใช้อุปกรณ์หยิบจับ โดยเฉพาะอาหารที่พร้อมรับประทาน
  3. สถานที่ในการใช้ปรุงประกอบอาหารต้องสะอาด เป็นระเบียบ เนื่องจากอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ง่ายจากเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
  4. ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคบริเวณโต๊ะที่ใช้เตรียมปรุงอาหาร เตาหุงต้มอาหาร พื้น ผนัง เพดานของห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. ผ้าเช็ดทำความสะอาดต้องแยกใช้เฉพาะแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะ ต้องแยกจากผ้าที่ใช้เช็ดพื้น และต้องซักทำความสะอาดบ่อย ๆ

โรคกระดูกคอเสื่อมภัยเงียบเรื้อรัง

ใครจะคิดว่า อาการนอนไม่หลับ หรือนอนตะแคงแล้วหลับไม่สนิท อาจเกิดจาก “โรคกระดูกคอเสื่อม” เพราะคนไทยที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเกือบทุกคน จึงอาจจะนิยามโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็น “โรคประจำสังขาร” ก็ได้

โรคกระดูกคอเสื่อมพบได้ในเกือบทุกคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการรักษาโรคกระดูกสันหลังและกระดูกคอมานานกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ นอนหลับไม่สนิท บางทีนอนตะแคงไม่ได้ นอนตะแคงแล้วจะเกิดอาการปวดเมื่อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้หมอนหนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และต่อมาจะมีอาการชา หรือ อ่อนแรงของมือและแขน บางรายจะมีอาการเหลียวหลังไม่สะดวก ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้ร่างกายพิการได้

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกระดูกคอจะเสื่อม และจะมีการงอกของกระดูก ซึ่งหากกระดูกที่งอกมากๆ ไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง ก็จะทำให้เกิดอาการปวด ชาตามแขนและมือ และต่อไปจะทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติของกระดูกคอเกิดขึ้น ณ จุดใด ควรจะมาตรวจร่างกายและเมื่อมีความจำเป็นก็ควรจะตรวจ MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรง ก็สามารถให้การรักษาด้วยการรรับประทานยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง หรือในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่หากตรวจพบกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีมือ หรือแขนอ่อนแรง เดินทรงตัวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีวิวัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปn เรามีนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้ดี มีท่าบริหารดีๆ ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด แต่ถ้าไม่ได้ผลในรายที่มีอาการมาก การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่างจากในสมัยก่อน อาทิ

– การผ่าตัดในปัจจุบันจะใช้กล้องในการผ่าตัด เป็นการผ่าแผลเล็ก ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาจากในอดีตเป็น 10 เท่า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนหากมีการผ่าตัด 1,000 ราย จะมีปัญหาประมาณ 5 ราย เดี๋ยวนี้ผ่า 10,000 รายจะมีปัญหาน้อยกว่า 5 ราย

– วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในสมัยก่อนต้องขุดกระดูกจากสะโพกมาใช้ในการซ่อมแซมคอ แต่ในปัจจุบันหากไม่อยากเจ็บสะโพกก็สามารถใช้วัสดุซึ่งสามารถทดแทนได้

– มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการผ่าตัด โดยลงทุนอย่างสูงในด้านเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูง เช่น เครื่อง O-ARM ที่ใช้ในห้องผ่าตัด สามารถถ่ายเอกซเรย์จำนวน 500-600 ภาพในครั้งเดียว ประมวลเป็นภาพ 3 มิติ ทำงานร่วมกับระบบนำวิถีซึ่งจะได้ภาพเห็นชัดเจนจากทุกทิศทาง ทำให้ผ่าตัดได้แม่นยำ รับรังสีน้อย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และแพทย์พยาบาล

– มีการใช้เครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขณะผ่าตัด (Intraoperative Monitoring) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อเส้นประสาทและไขสันหลัง

นพ.พุทธิพร กล่าวต่อว่า ในสมัยก่อนคนกลัวการรักษาเพราะการรักษายังได้ผลไม่ดี แพทย์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลรายงานผลการรักษาไว้ครบถ้วน จึงไม่ได้เผื่อแผ่ข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยกัน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งปันข้อมูลในการรักษา รายงานการวิจัยมากมาย ทำให้ทราบถึงความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัย รวมทั้งประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์ก็ให้โอกาสผู้ป่วยมากขึ้นในการได้ร่วมตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือเลือกสถานที่รักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด

นพ.พุทธิพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคกระดูกคอและกระดูกสันหลังสมัยใหม่ไม่น่ากลัว การมาพบแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลังเป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อเกิดอาการ เพราะแพทย์สมัยใหม่มีการรักษาที่หลากหลายไม่ใช่มาถึงแล้วจับผ่าตัดหมด ส่วนใหญ่การรักษาในปัจจุบันแค่ทานยากับทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปอาการก็จะดีขึ้นแล้ว โอกาสที่จะต้องผ่าตัดมีน้อย ซึ่งหากผู้สนใจตรวจเช็กให้แน่ใจว่าขณะนี้เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมหรือไม่

เราควรใช้อาหารเสริมบำรุงตับหรือไม่

การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญอย่างตับ เป็นการกระทำโดยแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยตรงการที่แพทย์ต้องการที่จะเอาตับที่ไม่ทำงาน หรือการที่ตับมีบ้างอย่างผิดปกติมีการทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

แพทย์ต้องการที่จะเปลี่ยนแทนที่ด้วยตับที่มีคุณภาพดีกว่าของเดิมโดยการนำส่วนหนึ่งจากผู้บริจาคตับมาทำการผ่าตัด ตับที่ได้รับการบริจาคส่วนใหญ่ แพทย์จะนำมาจากคนที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเพราะการเสียชีวิตแบบนี้บ้างทีตับก็จะไม่เสียหาย หรือ เอามากจากพวกเข้ามาบริจาคอวัยวะกับทางโรงพยาบาลที่ลงทะเบียน

โดยการที่จะบริจาคตับนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากญาติพี่น้อง โดยการที่ผู้บริจาคตับนั้นจะทำโดย นำตับไปผ่าตัดให้กับญาติพี่น้องตัวเองเพราะ ดีเอ็นเอจะความตรงกัน หรือ เนื้อเยื่อที่จะทำการผ่าตัดนั้น จะเข้ากันได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่จะมารับบริจาค โดยปกติศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แพทย์จะทำเฉพาะเมื่อมีการตัดการรักษาอื่น ๆ

การปลูกถ่ายตับนั้นถ้าให้ทำการจัดอันดับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆในร่างการ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับถือว่าเป็นการกระทำการผ่าตัดที่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 โดยมีการผลูกถ่ายมากกว่า 157,000 ครั้ง ในการผ่าตัดมาในประเทศอเมริกาในปี 1988 โดยปีที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับมากที่สุดคือปี 2000 มีผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายตับมากที่สุดถึง 7,100 ราย โดยการที่เราจะเข้ารับการปลูกถ่ายตับนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อ เรามีอายุมากกว่า 17 ปี ขึ้นไปแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้

แต่การปลูกถ่ายตับใช้ว่าจะราบรื่นไปซะทีเดียว การปลูกถ่ายตับก็ยังมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะสำเร็จทุกครั้ง การปลูกถ่ายตับจะทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคตับร้ายแรงเท่านั้น ถ้าไม่เป็นถึงขั้นนั้นคุณหมอจะให้เราทานยาอย่างเดียวไม่แนะนำให้ปลูกถ่ายตับ

สำหรับการดูแลตับนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่ายากเกินความสามารถแต่หากปล่อยไม่ดูจนตับมีปัญหาแน่นอนย่อมยากมากเลยที่จะดูแล นั้นยังไม่รวมไปถึงจะฟื้นฟูตับให้กลับมาเป็นปกตินะ เพราะเรียกได้ว่าโอกาสน้อยมากจริงๆ ดังนั้นควรดูแลตับก่อนที่จะเป็นอะไรไปเสียจะดีกว่า อย่างเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่เราควรมีไว้ติดบ้าน เพื่อให้ตับอยู่คู่กับเราไปอย่างยาวนาน

เตือนภัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B เตือนระบาด 7 กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีน
ประกาศเตือนจากกรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B

เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 มี.ค. ได้พบผู้ป่วยโรค ไข้หวัดใหญ่ 99,087 ราย คิดเฉลี่ยเป็นอัตราป่วยถึง 151.45 รายต่อแสนประชาชน ยิ่งกว่านั้นเสียชีวิตไปแล้วถึง 6 ราย วันนี้ ExciteMe จะพาทุกท่านมารู้จักกับโรคระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B กันค่ะ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอาการที่ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส อินฟลูเอนซา (Influenza virus) โดยเชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่นี้สามารถแบ้งออกได้ 3 ประเภท

1.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A)
2.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
3.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C (Influenza C)

ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จักกับ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B เป็นสายพันธ์ุที่ระบาดในช่วงของหน้าฝนและหน้าหนาว เพราะว่าเชื่อไวรัสนี้ชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศที่เย็น

ลักษณะของโรค
มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัตืซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้ว หลายครั้ง แต่ละคร้ังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

อาการของโรค
อาการของโรคนั้นจะเริ่มมีก็ต่อเมื่อได้รับเชื้อ 1-4 วัน โดยจะเริ่มมีไข้แบบทันทีทันใด 38 องศาในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กมักสูงกว่านี้ มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมากและอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าเป็นไขนาน จะมีอาการร่วมมาคือ อาการไอจากหลอมลมอักเสบ (post viral bronchitis) ปกติแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ก็มีบางรายที่มีอาการรุนแรงเกิดจากภาวะแทรกซ้อน