โรคกระดูกคอเสื่อมภัยเงียบเรื้อรัง

ใครจะคิดว่า อาการนอนไม่หลับ หรือนอนตะแคงแล้วหลับไม่สนิท อาจเกิดจาก “โรคกระดูกคอเสื่อม” เพราะคนไทยที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมเกือบทุกคน จึงอาจจะนิยามโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่าเป็น “โรคประจำสังขาร” ก็ได้

โรคกระดูกคอเสื่อมพบได้ในเกือบทุกคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการรักษาโรคกระดูกสันหลังและกระดูกคอมานานกว่า 30 ปี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้ว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มแรกคือ นอนหลับไม่สนิท บางทีนอนตะแคงไม่ได้ นอนตะแคงแล้วจะเกิดอาการปวดเมื่อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ จะใช้หมอนหนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง และต่อมาจะมีอาการชา หรือ อ่อนแรงของมือและแขน บางรายจะมีอาการเหลียวหลังไม่สะดวก ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้ร่างกายพิการได้

“เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกระดูกคอจะเสื่อม และจะมีการงอกของกระดูก ซึ่งหากกระดูกที่งอกมากๆ ไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง ก็จะทำให้เกิดอาการปวด ชาตามแขนและมือ และต่อไปจะทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใช้แขนและมือไม่ถนัด เดินทรงตัวลำบาก กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติของกระดูกคอเกิดขึ้น ณ จุดใด ควรจะมาตรวจร่างกายและเมื่อมีความจำเป็นก็ควรจะตรวจ MRI SCAN หากพบความผิดปกติไม่รุนแรง ก็สามารถให้การรักษาด้วยการรรับประทานยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง หรือในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับ แต่หากตรวจพบกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีมือ หรือแขนอ่อนแรง เดินทรงตัวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีวิวัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปn เรามีนักกายภาพบำบัดที่มีความรู้ดี มีท่าบริหารดีๆ ซึ่งสามารถใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด แต่ถ้าไม่ได้ผลในรายที่มีอาการมาก การผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่างจากในสมัยก่อน อาทิ

– การผ่าตัดในปัจจุบันจะใช้กล้องในการผ่าตัด เป็นการผ่าแผลเล็ก ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาจากในอดีตเป็น 10 เท่า ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนหากมีการผ่าตัด 1,000 ราย จะมีปัญหาประมาณ 5 ราย เดี๋ยวนี้ผ่า 10,000 รายจะมีปัญหาน้อยกว่า 5 ราย

– วัสดุที่ใช้ในการผ่าตัดมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในสมัยก่อนต้องขุดกระดูกจากสะโพกมาใช้ในการซ่อมแซมคอ แต่ในปัจจุบันหากไม่อยากเจ็บสะโพกก็สามารถใช้วัสดุซึ่งสามารถทดแทนได้

– มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการผ่าตัด โดยลงทุนอย่างสูงในด้านเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูง เช่น เครื่อง O-ARM ที่ใช้ในห้องผ่าตัด สามารถถ่ายเอกซเรย์จำนวน 500-600 ภาพในครั้งเดียว ประมวลเป็นภาพ 3 มิติ ทำงานร่วมกับระบบนำวิถีซึ่งจะได้ภาพเห็นชัดเจนจากทุกทิศทาง ทำให้ผ่าตัดได้แม่นยำ รับรังสีน้อย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และแพทย์พยาบาล

– มีการใช้เครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อขณะผ่าตัด (Intraoperative Monitoring) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อเส้นประสาทและไขสันหลัง

นพ.พุทธิพร กล่าวต่อว่า ในสมัยก่อนคนกลัวการรักษาเพราะการรักษายังได้ผลไม่ดี แพทย์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลรายงานผลการรักษาไว้ครบถ้วน จึงไม่ได้เผื่อแผ่ข้อมูลหรือรายงานผลการวิจัยกัน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งปันข้อมูลในการรักษา รายงานการวิจัยมากมาย ทำให้ทราบถึงความสำเร็จของการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัย รวมทั้งประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์มากขึ้น แพทย์ก็ให้โอกาสผู้ป่วยมากขึ้นในการได้ร่วมตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือเลือกสถานที่รักษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากที่สุด

นพ.พุทธิพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคกระดูกคอและกระดูกสันหลังสมัยใหม่ไม่น่ากลัว การมาพบแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลังเป็นเรื่องที่ควรทำเมื่อเกิดอาการ เพราะแพทย์สมัยใหม่มีการรักษาที่หลากหลายไม่ใช่มาถึงแล้วจับผ่าตัดหมด ส่วนใหญ่การรักษาในปัจจุบันแค่ทานยากับทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปอาการก็จะดีขึ้นแล้ว โอกาสที่จะต้องผ่าตัดมีน้อย ซึ่งหากผู้สนใจตรวจเช็กให้แน่ใจว่าขณะนี้เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมหรือไม่

เราควรใช้อาหารเสริมบำรุงตับหรือไม่

การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญอย่างตับ เป็นการกระทำโดยแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยตรงการที่แพทย์ต้องการที่จะเอาตับที่ไม่ทำงาน หรือการที่ตับมีบ้างอย่างผิดปกติมีการทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

แพทย์ต้องการที่จะเปลี่ยนแทนที่ด้วยตับที่มีคุณภาพดีกว่าของเดิมโดยการนำส่วนหนึ่งจากผู้บริจาคตับมาทำการผ่าตัด ตับที่ได้รับการบริจาคส่วนใหญ่ แพทย์จะนำมาจากคนที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุเพราะการเสียชีวิตแบบนี้บ้างทีตับก็จะไม่เสียหาย หรือ เอามากจากพวกเข้ามาบริจาคอวัยวะกับทางโรงพยาบาลที่ลงทะเบียน

โดยการที่จะบริจาคตับนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความยินยอมจากญาติพี่น้อง โดยการที่ผู้บริจาคตับนั้นจะทำโดย นำตับไปผ่าตัดให้กับญาติพี่น้องตัวเองเพราะ ดีเอ็นเอจะความตรงกัน หรือ เนื้อเยื่อที่จะทำการผ่าตัดนั้น จะเข้ากันได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่จะมารับบริจาค โดยปกติศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แพทย์จะทำเฉพาะเมื่อมีการตัดการรักษาอื่น ๆ

การปลูกถ่ายตับนั้นถ้าให้ทำการจัดอันดับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆในร่างการ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับถือว่าเป็นการกระทำการผ่าตัดที่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 โดยมีการผลูกถ่ายมากกว่า 157,000 ครั้ง ในการผ่าตัดมาในประเทศอเมริกาในปี 1988 โดยปีที่มีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับมากที่สุดคือปี 2000 มีผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายตับมากที่สุดถึง 7,100 ราย โดยการที่เราจะเข้ารับการปลูกถ่ายตับนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อ เรามีอายุมากกว่า 17 ปี ขึ้นไปแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้

แต่การปลูกถ่ายตับใช้ว่าจะราบรื่นไปซะทีเดียว การปลูกถ่ายตับก็ยังมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะสำเร็จทุกครั้ง การปลูกถ่ายตับจะทำก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคตับร้ายแรงเท่านั้น ถ้าไม่เป็นถึงขั้นนั้นคุณหมอจะให้เราทานยาอย่างเดียวไม่แนะนำให้ปลูกถ่ายตับ

สำหรับการดูแลตับนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เรียกว่ายากเกินความสามารถแต่หากปล่อยไม่ดูจนตับมีปัญหาแน่นอนย่อมยากมากเลยที่จะดูแล นั้นยังไม่รวมไปถึงจะฟื้นฟูตับให้กลับมาเป็นปกตินะ เพราะเรียกได้ว่าโอกาสน้อยมากจริงๆ ดังนั้นควรดูแลตับก่อนที่จะเป็นอะไรไปเสียจะดีกว่า อย่างเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่เราควรมีไว้ติดบ้าน เพื่อให้ตับอยู่คู่กับเราไปอย่างยาวนาน

เตือนภัยไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ B เตือนระบาด 7 กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีน
ประกาศเตือนจากกรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B

เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 มี.ค. ได้พบผู้ป่วยโรค ไข้หวัดใหญ่ 99,087 ราย คิดเฉลี่ยเป็นอัตราป่วยถึง 151.45 รายต่อแสนประชาชน ยิ่งกว่านั้นเสียชีวิตไปแล้วถึง 6 ราย วันนี้ ExciteMe จะพาทุกท่านมารู้จักกับโรคระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B กันค่ะ

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอาการที่ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส อินฟลูเอนซา (Influenza virus) โดยเชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่นี้สามารถแบ้งออกได้ 3 ประเภท

1.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A)
2.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
3.เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C (Influenza C)

ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จักกับ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Influenza B)
ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ B เป็นสายพันธ์ุที่ระบาดในช่วงของหน้าฝนและหน้าหนาว เพราะว่าเชื่อไวรัสนี้ชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศที่เย็น

ลักษณะของโรค
มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัตืซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้ว หลายครั้ง แต่ละคร้ังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

อาการของโรค
อาการของโรคนั้นจะเริ่มมีก็ต่อเมื่อได้รับเชื้อ 1-4 วัน โดยจะเริ่มมีไข้แบบทันทีทันใด 38 องศาในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กมักสูงกว่านี้ มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมากและอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าเป็นไขนาน จะมีอาการร่วมมาคือ อาการไอจากหลอมลมอักเสบ (post viral bronchitis) ปกติแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ก็มีบางรายที่มีอาการรุนแรงเกิดจากภาวะแทรกซ้อน

วิถีของคนเริ่มต้นออกกำลังกาย

กระตุ้นตัวเองให้ออกกำลังกาย

  • ให้นึกถึงเป้าหมายเรื่องน้ำหนักที่จะลด
  • ท่านอาจจะไม่ได้นึกถึงตัวเอง ท่านต้องนึกถึงลูกหลาน หากท่านออกกำลังกายเป็นประจำเมื่อท่านสูงอายุท่านอาจจะดูแลลูกหลานได้ หากท่านไม่ดูแลตัวเองท่านอาจจะเป็นภาระสำหรับลูกหลาน
  • นึกถึงโรคที่ท่านกลัวหรือโรคของครอบครัว หากท่านไม่ดูแลตัวเอง โรคต่างๆจะมาเยี่ยมท่าน
  • นึกถึงความผ่อนคลายหลังการออกกำลังกาย นอนหลับสบายกว่าคนไม่ได้ออกกำลังกาย
  • นึกถึงสุขภาพ หากสุขภาพดีท่านจะทำงานได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลัง

หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น

    • ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
    • หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
    • ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
    • ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
    • ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
    • ออกกำลังโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตก่อน เช่น การทำสวน การเดินขึ้นบันได การเต้นรำซึ่งยังไม่ได้เกณฑ์ aerobic แต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจจะได้ประมาณร้อยละ 50 เมื่อออกกำลังต่อเนื่องเป็นเวลา 5-6 เดือนก็จะเพิ่มการเต้นของหัวใจได้ถึงร้อยละ 75-85

ทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือนจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น

  • การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า
  • ขี่จักรยานนานขึ้น
  • ขึ้นบันไดหลายขั้น
  • ขุดดินทำสวนนานขึ้น
  • ว่ายน้ำ
  • เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน
  • เต้นรำ
  • เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส

หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้ว เรามาเริ่มต้นฟิตร่างกายกัน

หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังกายเป็นประจำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การฟิตร่างกายสามารถทำได้โดย

  • โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
  • ว่ายน้ำนานขึ้น

การฟิตร่างกาย

คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังกายเพิ่ม หัวใจเต้นได้ดี

โปรตีนรั่ว รู้ไว รักษาไว อาการโรคไตอักเสบ

           อาการโปรตีนรั่ว ทำให้ผู้ป่วยตัวบวมผิดปกติ และไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกับคนทั่วไป จำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยภาวะดังกล่าวยังส่งสัญญาณถึงการอักเสบของไต นำไปสู่ภาวะไตวายในอนาคตได้อีกด้วย

           อาการโปรตีนรั่ว หรือเรียกว่า “เนฟโฟรติก” เป็นสัญญาณที่แสดงถึงโรคไตอักเสบ มีการขับโปรตีนชนิดที่เรียกว่าอัลบูมินออกมาทางปัสสาวะมากเกินไป ทำให้เกิดอาการตัวบวมตามมา และจะพบมากในเด็ก ซึ่งอาการบวมที่เกิดจากโปรตีนรั่วจำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาการเนฟโฟรติก เป็นความผิดปกติของไตที่ยังสามารถกรองของเสียได้อยู่ เพียงแต่มีการรั่วของโปรตีนออกมาในปัสสาวะมากเกินไป วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นให้ดูปริมาณปัสสาวะว่ามีความเปลี่ยนแปลง หรือมีฟองมากขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญคืออาการบวมของร่างกาย หากปัสสาวะมีความผิดปกติเกิดขึ้นสัมพันธ์กับอาการบวม อาจเป็นสัญญาณของอาการโปรตีนรั่วได้ ในส่วนของสีปัสสาวะที่เปลี่ยนไปในทางสีเข้มขึ้น พบว่าไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย ส่วนในรายที่มีความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ คาดว่าเกิดจากภาวะน้ำในหลอดเลือดลดน้อยลง จึงทำให้สีของปัสสาวะนั้นเข้มขึ้น

สาเหตุของอาการโปรตีนรั่วยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ในผู้ป่วยบางรายพบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และในส่วนของอาการแทรกซ้อนจากอาการโปรตีนรั่ว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การแทรกซ้อนจากตัวโรคเองและการแทรกซ้อนจากการรักษา

  1. การแทรกซ้อนจากตัวโรคเอง อาจเกิดจากการไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือเกิดในผู้ป่วยที่ขาดการรักษาไปเป็นเวลานาน อาจทำให้ไตวายได้ในอนาคต หรืออาจมีภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากภาวะโปรตีนรั่ว ส่งผลให้เลือดมีความหนืดมากกว่าปกติ และมีโอกาสแข็งตัวในหลอดเลือดได้ง่าย
  2. การแทรกซ้อนที่เกิดจากการรักษา คือผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วดูแลในเรื่องของสุขลักษณะได้ไม่ดีพอ จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาเป็นยากดภูมิ หากติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
    การรักษาอาการเนฟโฟรติก แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยามาตรฐานชนิดแรกที่แพทย์จะเลือกใช้กับคนไข้เนฟโฟรติก หากมีการตอบสนองต่อตัวโรคได้ดี แพทย์จะค่อย ๆ ลดยากระทั่งหยุดให้ยา แต่ถ้าหากผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี แพทย์ไม่สามารถหยุดให้ยาได้ จำเป็นต้องใช้ยากดภูมิอื่น ๆ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบประคับประคองซึ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกที่คนไข้มีอาการบวมมาก เพราะถึงแม้จะมีการให้ยาจำเพาะสำหรับการรักษาโรค แต่คนไข้อาจไม่ตอบสนองทันที อาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป อาการบวมจึงจะยุบตัวลง ในแง่ของการรักษาแบบประคับประคอง ประกอบด้วย การจำกัดอาหารรสเค็ม อาหารรสจัด อาหารที่ปรุงด้วยเกลือปริมาณมาก เนื่องจากเกลือจะทำให้ตัวบวมมากขึ้น ส่วนในแง่ของอาหารอื่น ๆ เช่น โปรตีน คนไข้ยังสามารถทานได้ตามความเหมาะสมของช่วงอายุคนไข้

ความสำคัญของการรักษาคือเรื่องการกินยาต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาหรือเพิ่มยาเอง หากมีปัญหาต้องรีบติดต่อแพทย์ เพื่อวางแผนปรับยาโดยเร็ว นอกจากนี้คนไข้ควรดูแลเรื่องการรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรือปรุงด้วยเกลือปริมาณมาก เพราะจะทำให้ตัวบวม ทั้งยังกระตุ้นความดันโลหิตให้สูงขึ้น